กิ่งทอง – ใบหยก – ตำแย

แชร์บทความนี้ทาง Facebook

ทักษะที่เปลี่ยนชีวิตผมในชั่วข้ามคืน

[นี่คือ Serie บทความที่ผมแชร์ทักษะสำหรับการทำ Direct Response Marketing แบบ Step by step คลิกไปอ่านบทความก่อนหน้านี้เรื่อง Niche Audience ได้ ที่นี่ นะครับ]

ในช่วงที่ผมกำลังหัวหมุนอยู่กับการหาทางทำเงินเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ ทำธุรกิจหลายต่อหลายอย่างแต่ไม่รุ่งซักอย่าง…

ก็บังเอิ๊ญมี Feed บน Facebook แจ้งมาว่าเพื่อนของผมไปกด Like ให้กับโพสต์ โพสต์นึงเข้า

โพสต์นี้มาจากเพจที่ชื่อ Machine Reading กำลังหาคนร่วมเรียนคอร์ส Copywriting ออนไลน์กับ Agora ครับ

Agora เป็นบริษัท Direct Response Marketing ที่มีชื่อเสียงมากๆ ก่อตั้งโดยผู้ชายที่ชื่อว่า Bill Bonner และใช้ทักษะ Copywriting สร้างบริษัทจาก 0 จนมีมูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญฯ

Agora Financial เป็น Division หรือแผนกนึงของบริษัท Agora ที่ได้รับการขนานนามจากวงการ Direct Response Marketing ทั่วโลกว่า “เก่ง Copywriting ที่สุดในโลก”

ทีแรก ผมก็ไม่ได้รู้เรื่องนี้หรอกครับ แต่ช่วงนั้นอะไรที่เกี่ยวข้องกับการตลาดและการขายผมเอาหมดแหละ ทั้งหนังสือ ทั้งคอร์สเรียน ผมจำเป็นจะต้องขายให้เก่งให้ได้เลย เพราะทุกอย่างที่แบกอยู่มันหนักหนาสาหัสมาก! (ถ้าอยากรู้ว่าผมผ่านประสบการณ์แบบไหนมาบ้าง อ่านเรื่องราวของผมได้ ที่นี่ นะครับ)

ผมก็เลยสมัครทันทีอย่างไม่รอช้าครับ

ก่อนจะเริ่มเรียน ผมได้พบกับ “พี่ฮิม” ซึ่งเป็นเจ้าของเพจ Machine Reading ที่ให้โอกาสผมและอีกหลายๆคนได้มาร่วมเรียน และพี่ฮิมอธิบายกฎของการเรียนที่น่าสะพรึงของคอร์สนี้ให้พวกเราได้รู้…

  1. เราต้องอ่าน Promo/Copy หรือโฆษณาขนาดยาว (60 – 200 หน้า ภาษาอังกฤษล้วน และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงิน) ทุกวัน วันละ 1 ฉบับ
  2. หลังอ่านจบ เราจะต้องส่งการบ้านโดยการเข้าไปวิเคราะห์โฆษณาฉบับของวันนั้น
  3. คลิปสอนจาก Agora จะถูกส่งให้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  4. หลังเรียนจบแต่ละคลาส เราจะต้องเอาความรู้มาเขียนโฆษณา (ส่วนมากจะเขียนเฉพาะไอเดีย) อย่างน้อย 1 งาน
  5. เราจะเอางานของแต่ละคนมาวิจารณ์กันเพื่อหาวิธีทำให้มันดีขึ้น
  6. ถ้าใครไม่ทำการบ้าน 1 ครั้งโดนใบเหลือง 2 ครั้งรับใบแดงโดนไล่ออกทันที และจะไม่ได้รับคลิปเรียนของคลาสต่อไป

จนถึงทุกวันนี้ นี่คือคอร์สเรียนที่โหดหินที่สุด เท่าที่ผมเคยเรียนมา

ผมซึ่งเรียนจบมาทางด้านการบริหารธุรกิจ แต่ได้เกรด C ทุกตัวในวิชาการเงิน ช่วงแรกที่ต้องมาอ่านโฆษณาขนาดยาว ยาวมากๆ คำศัพท์ก็เฉพาะทางสุดๆ รู้สึกเหนื่อยล้า และอยากจะถอนตัวมากครับ แต่ก็เอาว่ะ! ของดีขนาดนี้น่าจะหาไม่ได้ง่ายๆอีกแล้ว ก็เอาความถึกเข้าสู้ไป

คอร์สเรียนนี้ ใช้เวลาราวๆ 60 วัน และทุกวันจะต้องอ่านโฆษณา ต้องคิดวิเคราะห์เพื่อแสดงความเห็นกับคนอื่นๆ ต้องเข้าคลาสเรียน ต้องสรุป เขียนไอเดียโฆษณา และก็อ่านโฆษณาฉบับใหม่ ทำแบบนี้ทุกวันโดยไม่สามารถดองการบ้านได้ เพราะไม่งั้นวันต่อไปจะตามงานไม่ทัน

วันแล้ว วันเล่า… จนผ่านไปซักพัก เรื่องประหลาดก็เกิดขึ้นครับ

เมื่ออ่านโฆษณามาซักระยะ สิ่งแรกที่เริ่มรู้สึกก่อนเลยคือ “มันเหมือนจะเขียนคล้ายๆกันเลยนี่หว่า!”

โฆษณาทุกชิ้นที่คอร์สนี้เปิดโอกาสให้ผมได้อ่าน คือโฆษณาระดับที่ทำเงินได้ตั้งแต่ 1 ล้านเหรียญฯ ไปจนถึง 30 ล้านเหรียญฯ (ใช่ครับ โฆษณาชิ้นเดียวขายได้เกือบ 1 พันล้านบาท!)

ที่น่ามหัศจรรย์ก็คือ มันมี Pattern บางอย่างที่ถูกเขียนซ้ำๆ พออ่านมากเข้าเราแทบจะเดาได้เลยว่า “เดี๋ยวต้องพูดเรื่องนี้แน่ๆ” แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

ด้วยการหลับหูหลับตาทำซ้ำ สมองของผมเริ่มเคยชินกับ Pattern และ Sequence หรือลำดับในการเขียนโฆษณา จนมันกลายเป็นนิสัยไปเลย

หลังคอร์สนี้จบลงผมก็ไม่รอช้า เริ่มลองวิชาทันที

และตั้งแต่เป็นต้นมา ชีวิตผมก็เปลี่ยนไปตลอดกาล (ผมแตะล้านต่อเดือนได้ครั้งแรกก็ด้วย Copywriting นี่แหละ!)

"ถ้ายังขายได้ธุรกิจก็ยังไม่มีอะไรน่ากังวลนักหรอก"

บทความนี้ช่วงให้คุณเข้าใกล้ Direct Response Marketing เพิ่มขึ้นอีก...
Copywriting 64%

นี่คือประโยคคลาสสิคที่ Larry Page ผู้ก่อตั้ง Google ได้กล่าวในที่งานประชุมผู้ถือหุ้นครับนึง

เผื่อคุณไม่รู้ Google เผาเงินไปกับการสร้างนวัตกรรมที่ 90% มักจะเจ๊งไม่เป็นถ้า แต่ธุรกิจของพวกเจาไม่เคยมีปัญหา

เพราะ Google ขายเก่งมาก! 

คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า Copywriting คือศาสตร์ของการเขียนขาย… “ไม่จริงซะทีเดียวนะครับ”

ที่ Agora Financial ขั้นตอนแรกของการเขียนโฆษณา คือการ “หาไอเดีย” หลายครั้งยังไม่มีสินค้าจะขายด้วยซ้ำ

หรือบางทีอาจมีสินค้ารออยู่ แต่ถ้าเจอไอเดียดีๆที่ต้องปรับปรุงสินค้า พวกเขาก็จะลงมือคุยกับเจ้าของและพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับไอเดียนั้นทันที

พูดง่ายๆคือ “เอาการขายนำสินค้า”

หลังจากได้วิชา Copywriting ติดตัว ผมก็นำมันมาใช้กับทุกธุรกิจที่ผมมีส่วนร่วม ไล่ตั้งแต่ธุรกิจอาหารแปรรูป (นี่คือธุรกิจแรกที่เริ่มทำอย่างผิดๆ จนทำให้ต้องหาทางขายอย่างหัวหมุน) ธุรกิจเอเจนซี่การศึกษาหาลูกค้าไปเรียนต่อต่างประเทศ

และแน่นอนธุรกิจออนไลน์ตัวแรกของผม “รับจ้างทำเว็บไซต์” ที่ในตอนเริ่มต้นแทบไม่มีลูกค้าเลย

Copywriting ช่วยให้ผมขายของได้ทันทีครับ

พอเห็นผลลัพธ์ที่ดี ผมก็เริ่มสนุกกับการขายและการยิงแอดมากขึ้น ผมจึงใช้งบเป็นว่าเล่น ได้ลูกค้ามามากมาย และปัญหาเรื่องการเงินก็ดูจะบรรเทาลง

แต่… ทุกสิ่งที่ผมขาย ล้วนต้องอาศัยการทำงานหนักเพื่อส่งมอบคุณค่าทั้งสิ้น

ธุรกิจอาหารแปรรูป บังคับให้ผมต้องช่วยเหลืองานผลิต ต้องขับรถส่งของ ต้องแพ็คของส่ง และต้องคุยกับลูกค้าเอง

ธุรกิจเอเจนซี่การศึกษา บังคับให้ผมต้องดูแลงานด้านเอกสาร ต้องติดต่อกับหน่วยงานราชการหลายแห่ง และต้องรับโทรศัพท์ (บางทีมีคนโทรมาคุยถึง 4 – 5 ทุ่ม!)

ธุรกิจรับจ้างทำเว็บไซต์ บังคับให้ผมต้องคุยงานกับลูกค้า และต้องมานั่งจ่อมทำงานหน้าคอมฯวันละหลายชั่วโมง

ด้วยอายุที่มากขึ้นแบบไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย สุดท้ายร่างกายของผมก็ไม่ค่อยไหวครับ

ผมทำงานติดต่อกันหลายวันแล้วก็ล้มป่วย พอหายดีก็ทำงานติดต่อกันอีกหลายวันแล้วก็ล้มป่วย เป็นแบบนี้อยู่หลายเดือน

จนในที่สุดก็เริ่มคิดว่า… แบบนี้ไม่ไหวแฮะ

ขายอะไรที่ส่งมอบคุณค่าได้ง่ายหน่อยดีกว่า

เมื่อตั้งใจแล้วว่าเราจะไม่ปล่อยให้ชีวิตเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ สมองก็เริ่มมองหาช่องทางอื่นครับ

ผมทำเว็บไซต์ได้ ผมรู้วิชา Copywriting และผมยิงแอดโฆษณาเป็น

ด้วยหลักการ Copywriting ที่ฝังอยู่ในหัว ผมเห็นเลยว่าการเอาวิชาเหล่านี้มาสร้างเป็น Offer หรือ “ข้อเสนอ” สอนคนอื่น น่าจะเป็นไอเดียที่ดี

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของผมบนเส้นทาง Internet Marketing หรือการขาย Digital Product ทำเงินบนอินเตอร์เน็ต 100% ด้วยสินค้าแรกก็คือ E-Book สอนยิงแอด สอนทำเว็บและสอน Copywriting ก่อนจะพัฒนากลายมาเป็นคอร์สเรียนวิดีโออย่างในปัจจุบันนี้

ผมเริ่มวางระบบ Direct Response Marketing ตั้งแต่วันแรกที่ทำ ซึ่งมันช่วยทำให้ทุกวันนี้ผมมีผู้ติดตามราวๆ 3,000 กว่าคน และ List หรือฐานลูกค้าเหล่านี้ก็เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจทั้งหมดของผม

เมื่อผมขายคอร์สเรียนออนไลน์ที่สอนคนทำการตลาดออนไลน์ไปได้ถึงจุดนึง ผมก็เริ่มรับทำการตลาดออนไลน์ให้ธุรกิจอื่นด้วย

คุณอาจจะคิดว่า สิ่งนี้จะทำให้ผมยิ่งมีเงินมากขึ้น และธุรกิจเติบโตขึ้น… ตรงกันข้ามเลยครับ

ทักษะที่ใช้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การให้บริการคือสิ่งที่ผมไม่เคยทำมาก่อน และมันก็ทำให้ชีวิตผมต้องวนกลับมาสู่ความเหน็ดเหนื่อยอีกครั้ง

ในเมื่อผมเก่ง Copywriting การหาลูกค้าจึงไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้ว แต่การส่งมอบคุณค่าหรือการให้บริการที่ดีที่สุดกับพวกเขาน่ะสิ ไม่ใช่งานง่ายเลย

และยิ่งผมหาลูกค้าได้เยอะมาก ทำให้ในช่วงแรกผมต้องเจอกับงานหนักสุดๆ ผมต้องศึกษาธุรกิจเป็นสิบๆเจ้า ต้องเขียนโฆษณาหลายต่อหลายฉบับ และต้องคอยปรับแคมเปญแอดไม่เว้นแต่ละวัน

ไม่นาน ลูกค้าที่เคยมีเยอะๆก็ค่อยๆหายไป พูดตรงๆก็คือผมไม่สามารถช่วยให้พวกเขาได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ

แต่ก็มีลูกค้าอยู่กลุ่มนึงเหลือรอดครับ และลูกค้ากลุ่มนี้ก็ยังอยู่กับผมมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมันทำให้ผมเข้าใจ Copywriting ลึกขึ้นไปอีกขั้นครับ

หัวใจของการโน้มน้าว

ธุรกิจจะเป็นธุรกิจได้ก็ต้องเกิดการขาย ดังนั้น สำหรับผม Copywriting คือศาสตร์แห่งการทำธุรกิจ

เพราะเมื่อคุณเอาการขายนำสินค้า คุณจะขายได้เสมอ และธุรกิจจะเริ่มเดินเข้าสู่เส้นทางที่ถูกที่ควรได้อย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อธุรกิจของผมเริ่มเติบโตขึ้น มีลูกค้ามากขึ้น และพยายามทำเงินจากลูกค้าเก่ามากขึ้น ผมก็พบว่า Copywriting ไม่ควรถูกใช้เพื่อการโน้มน้าวให้เกิดการซื้อเท่านั้น

เราควรใช้มันเพื่อ “โน้มน้าวคนที่ไม่ใช่ ให้เดินจากไป” ด้วย (ยังจำเรื่อง Repel Funnel ได้ใช่ไหมครับ?)

ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ มันต้องเริ่มมาตั้งแต่การระบุให้ได้ตั้งแต่แรกเลยด้วยซ้ำว่า “ใครกันแน่คือคนที่ใช่!” (Niche Audience ไงครับ) และเราจะสร้างสมดุลระหว่างการโน้มน้าวเขา ไปพร้อมๆกับการขับไล่คนอื่นได้ยังไง

เมื่อคุณไล่คนที่ไม่ใช่ออกไป ลูกค้าของคุณจะมีแต่กลุ่มคนที่รู้สึกทราบซึ้งกับคุณจริงๆ คนเหล่านี้จะซื้อซ้ำ จะบอกต่อ และจะลองสินค้าใหม่ของคุณทั้งหมด

สิ่งที่ผมเล่ามา ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของ Direct Response Marketing และต้องใช้พลังของ Copywriting ทั้งสิ้นครับ

ดังนั้น ถ้าคุณอยากสร้างการตลาดแบบ Direct Response Marketing คุณต้องพัฒนาทักษะ Copywriting ให้ชำนาญซะก่อน

แน่นอน… ผมมีสอนครับ คุณสามารถเริ่มต้นเรียนรู้พื้นฐาน Copywriting ได้ ที่นี่เลย

เมื่อคุณรู้วิธีการหาไอเดียและรู้จักเอาการขายนำสินค้าแล้ว ต่อไปก็แค่ส่งตัวคุณเองออกไปสู่โลกกว้าง ไปให้คนที่น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของคุณได้เห็น

พูดง่ายๆคือ คุณต้องสร้าง Traffic ครับ

การสร้าง Traffic มีหลายวิธี เช่น คุณอาจจะทำคอนเทนต์ลง Social Media คุณอาจจะเขียนบทความลงบนเว็บเพื่อให้เกิด SEO หรือคุณอาจจะไปโพสต์ตามชุมชนต่างๆอย่าง Pantip หรือ Group

แต่วิธีที่ผมชอบและถนัดที่สุด คือ “การยิงแอด”

เพราะมันเร็วและวัดผลได้ ซึ่งทำให้เราขยายผล หรือ Scale ได้

การยิงแอดจึงเป็นทักษะของ Direct Response Marketing ตัวต่อไป ที่เราจะไปคุยกัน

ถ้าพร้อมแล้ว คลิกที่นี่ เลยครับผม

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น จำเป็นต้องกรอกช่องที่มีเครื่องหมาย *

Follow Income in click Thailand

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ได้ มิฉะนั้นคุณจะไม่สามารถใช้งานเว็บไซต์นี้ได้อย่างเป็นปกติ

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายบน Social Media

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ ที่มีอยู่บน Social Media เพื่อให้ผมสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหาให้ตรงกับความเหมาะสม และความสนใจของคุณได้ครับ หากคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ ผมจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหา และโฆษณาได้ตรงตามความสนใจไปให้กับคุณบน Social Media ช่องทางต่างๆได้

บันทึก