หลีกเลี่ยงตลาดแข่งขันสูง ด้วยการเลือกกลุ่มเป้าหมายนี้

สิ่งที่น่าแปลกคือ ธุรกิจเกือบทั้งหมดทักจะกำลังพยายามโน้มน้าวกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน ถ้าคุณสามารถหลีกเลี่ยงไปเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่คู่แข่งของคุณไม่รู้ว่ามีอยู่ได้ คุณจะเป็นผู็ชนะ กลุ่มเป้าหมายนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน มาดูกันครับ

แชร์บทความนี้

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

ลูกค้าของคุณอยู่ที่ไหนกันแน่?

ใบบทความที่แล้วเราพูดกันถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ นั่นคือการขอแต่งงานกับสาวสวย/หนุ่มหล่อ ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็น ซึ่งเทียบได้กับการที่ธุรกิจพยายามตะโกนบอกกลุ่มเป้าหมายว่า สินค้าของฉันดีที่สุด ทั้งๆที่ทั้งสองฝ่ายอาจพึ่งเจอกันเป็นครั้งแรก

 
ที่แย่ที่สุดคือ ธุรกิจส่วนใหญ่กำลังตะโกนใส่กลุ่มเป้าหมายเพียง 3% ของ Prospect หรือกลุ่มคนที่มีโอกาสจะซื้อสินค้าทั้งหมด
 
มาดูตัวเลขกันต่อครับ
 
ถ้าสมมติในโลกนี้มี Prospect สำหรับสินค้าของคุณอยู่ 100 คน
 
3 คนคือคนที่กำเงินพร้อมจะซื้อสินค้า ณ บัด นาว พวกเขารู้ว่าตัวเองมีปัญหา และรู้ว่าสินค้าอะไรที่จะแก้ปัญหาของเขาได้ ถ้าใครมีสินค้าแบบที่ต้องการ ในองค์ประกอบที่เหมาะสมที่สุด (เช่น ราคา สเป็ก ฯลฯ) เขาก็จะตัดสินใจซื้อจากเจ้านั้น
 
อีก 17 คน คือ คนที่รู้ว่าตัวเองมีปัญหา รู้ว่ามีสินค้าบางอย่างที่แก้ปัญหาให้เขาได้ และกำลังรวมรวบข้อมูลต่างๆเพื่อการตัดสินใจ
 
อีก 20 คน คือ คนที่รู้ว่าตัวเองมีปัญหา แต่ไม่รู้ว่าสินค้าแบบไหนจะแก้ปัญหาให้เขาได้
 
และอีก 60 คนที่เหลือ คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหา
 
ถ้าเฮนรี่ ฟอร์ด ไปถามคนกลุ่ม 20% และ 60% ข้างต้นว่าอยากได้อะไร พวกเขาจะตอบว่า “อยากได้ม้าที่วิ่งเร็วขึ้น” และทุกวันนี้กรุงเทพฯก็คงไม่รถติดขนาดนี้
 
ถ้าสตีฟ จ๊อบส์ ไปถามคนกลุ่ม 20% และ 60% ว่าอยากได้อะไร พวกเขาจะตอบว่า “อยากได้โทรศัพท์ที่กันน้ำได้” และทุกวันนี้เราก็คงไม่ต้องมานั่งเห็นเพื่อนๆโชว์สเต็ปเต้นกันใน Tik Tok บน News Feed
 
80% นี้คือ Prospect หรือกลุ่มคนที่มีโอกาสจะกลายมาเป็นลูกค้า “กลุ่มใหญ่ที่สุด”
 
แต่ธุรกิจส่วนมากเลือกจะโฟกัสไปที่ 20% แรก โดยเฉพาะ 3% ที่พร้อมซื้อทันที และก็ฟาดฟันแข่งกันด้วย ราคา และโปรโมชั่น จนตลาดกลายเป็นน่านน้ำสีแดง
 
แล้วจะทำยังไงล่ะ ถึงจะดึงเอา 80% ที่ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองมีปัญหา ให้ตระหนักถึงปัญหา และซื้อสินค้าของเราไปแก้ปัญหาในที่สุด
 
ถ้าถามเฮนรี่ ฟอร์ด หรือสตีฟ จ๊อบส์ พวกเขาคงบอกว่าให้ “สร้าง Innovation”
 
ทำสิ่งใหม่ๆ ที่คนอื่นยังคิดไปไม่ถึง
.
ซึ่งมันไกลตัวนักธุรกิจออนไลน์ธรรมดาๆอย่างเราไปนิดนึงจริงไหมครับ?
 
เปล่าเลยครับ คุณไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรใหม่ๆ ไม่แม้แต่จะต้องหาสินค้าใหม่ด้วยซ้ำ
 
คุณแค่ต้องสื่อสารด้วย “ข้อความที่เหมาะสม”

ไม่รู้มีใครสังเกตเห็นเหมือนผมบ้างไหม

ช่วงหลังมานี้ โฆษณาในช่องทีวีดาวเทียมดูเหมือนจะปรับรูปแบบไปเป็นลักษณะ Hard Sell เกือบจะทั้งหมด
 
จากที่เคยมีโฆษณาสั้นๆ มีนายแบบ นางแบบเท่ๆ มีสโลแกนคูลๆ มีโลโก้สินค้าแบบมินิม่อลๆ ตอนนี้กลับกลายเป็นโฆษณาประเภทที่มีคนมาพูดๆอธิบายสินค้ายาวๆ และสาดโปรโมชั่นลดกระหน่ำ
 
ถ้าลองนึกดีๆ โฆษณาลักษณะนี้มีมานานมากแล้วนะครับ
 
พี่โน๊ต อุดม เคยเอามาล้อในเดี่ยวไมโครโฟนอยู่ครั้งนึง
 
จอร์จ กับ ซาร่าไงครับ
 
“คุณกำลังประสบปัญหานี้อยู่ ใช่หรือไม่?” (เสียงจอร์จหล่อๆ)
 
โฆษณาประเภทนี้มีมานานมากๆ ช่วงนี้ก็กำลังนิยม และจะมีต่อไปอีกนานมากๆ เพราะอะไรทราบไหมครับ?
 
เพราะมัน “เวิร์ค” ไงล่ะครับ!
 
ก็ทำแล้วมันขายได้ ก็ต้องทำต่อไปสิ จริงไหมครับ?
 
ความจริงแล้ววิธีการพูดของจอร์จ ทั้งการใช้คำ ลำดับคำพูด และองค์ประกอบต่างๆมันเป็นศาสตร์ๆนึงที่เรียกว่า Copywriting
 
ไว้วันหลังเราค่อยมาคุยกันต่อเรื่องนี้นะครับ
 
แต่ประเด็นตอนนี้คือ คุณเห็นสิ่งที่จอร์จทำไหมครับ?
 
เขาเริ่มจากการชี้ให้เห็นถึงปัญหา
 
ปัญหาที่บางทีคุณอาจจะไม่คิดว่าคุณมีก็ได้
 
จากนั้นเขาจะค่อยๆยกตัวอย่างให้คุณเห็นภาพ จนคุณเองก็เริ่มตระหนักว่า “เออว่ะ ชีวิตกูก็มีปัญหานี้นี่หว่า”
 
และสุดท้าย ถ้าคุณมองหาทางแก้ปัญหา “ซื้อสินค้าสิครับ ซื้อตอนนี้มีโปรโมชั่นด้วยนะ”
 
ทำไมจอร์จถึงต้องไปไล่เรียง เริ่มตั้งแต่ขายปัญหาก่อน
 
นั่นเพราะเขารู้ว่า กลุ่มลูกค้าที่ใหญ่ที่สุด คือกลุ่มคนที่ยังไม่รู้ตัวว่ามีปัญหา ใช่แล้วครับ 80% ที่เราพูดถึงกันไปไงครับ
 
อีกอย่างนะครับ โฆษณาแบบของจอร์จกับซาร่า ออกฉายทางโทรทัศน์ใช่ไหมครับ?
 
ลองนึกภาพตามนะครับ
 
ธรรมชาติของโฆษณาทางโทรทัศน์คือ การโผล่ไปหน้าผู้ชมในขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินกับสิ่งอื่นอยู่
 
เขาไม่ได้กำลังต้องการซื้อของ เขาไม่ได้อยากเห็นหน้าจอร์จด้วยซ้ำ (กูอยากดูละครอีจอร์จ!)
 
ดังนั้น คำพูดมันจึงต้อง Compelling หรือทรงพลังสุดๆ จี้ไปถึงใจดำ คนดูถึงจะให้ความสนใจ จริงไหมครับ?
 
คุ้นๆกับลักษณะของโฆษณาแบบนี้บ้างไหมครับ?
 
ใช่แล้วครับ มันก็เหมือนโฆษณา Facebook นั่นแหละครับ
 
คุณยิงแอดไปหากลุ่มเป้าหมาย ในขณะที่เขาไถนิ้วเล่น ดูโน่นนี่เพลินๆ
 
กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ที่เห็นแอด เขาไม่ได้อยากเห็นคุณ ไม่ได้อยากรู้จักคุณ และแน่นอนว่าไม่ได้อยากซื้อสินค้าจากคุณ
 
โอ้ย! เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชีวิตเขามีปัญหา ถึงขนาดที่ต้องซื้อสินค้าบางอย่างมาช่วย
 
ดังนั้น ย้อนกลับไปที่คำถามตั้งแต่บทความที่แล้ว
 
คุณยิงแอดทำไมครับ?
 
1. ถ้าคุณยิงแอดเพื่อให้คนที่อยากซื้อสินค้าของคุณ รู้จักคุณ และเผื่ออาจจะตัดสินใจซื้อของจากคุณ
 
ไม่ต้องสงสัยเลยครับ ว่าทำไมค่าแอดถึงแพง
 
คุณกำลังต่อสู้แข่งขันกับคู่แข่งจำนวนมาก เพื่อแย่งชิงลูกค้าแค่ประมาณ 3 – 20%
 
2. ถ้าคุณยิงแอดเพราะอยากจะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสซื้ออีก 80% ซึ่งยังไม่รู้ตัวว่าวันนึงเขาจะอยากซื้อสินค้าจากคุณ
 
คำถามต่อไปคือ…
 
“คุณกำลังใช้ข้อความที่เหมาะสม สื่อไปหาพวกเขาอยู่รึเปล่า?”
 
เรื่องนี้ ไว้ไปว่ากันในบทความหน้านะครับ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

บทความล่าสุด

Article

Cookiepocalypse คืออะไร? รับมือยังไงดี?

เคยได้ยินคำว่า Cookiepocalypse ไหมครับ? สำหรับคนไทยคำนี้อาจจะไม่คุ้นหูนัก แต่สำหรับธุรกิจออนไลน์ในต่างประเทศ นี้ถือเป็นคำที่น่ากลัวสำหรับวงการธุรกิจออนไลน์กันพอสมควรเลยครับ บทความนี้จะพาไปพูดคุยกันว่ามันคืออะไร และจะรับมือได้ยังไงบ้าง

Article

Quarter 4 ช่วงเวลาสุดหินของการยิงแอด!

ช่วงส่งท้ายปีของทุกปี ถือเป็นช่วงที่วงการช็อปปิ้งคึกคักเป็นพิเศษ เรื่องนี้เป็นทั้งข้อดีอาจเพิ่มตังค์ใหนกระเป๋านักธุรกิจออนไลน์ หรืออาจเป็นข้อเสียที่ทำให้หมดตัวจากค่ายิงแอดก็ได้ บทความนี้จะพาไปดูว่าเพราะอะไร และจะรับมือกับการตลาดออนไลน์ใน Quarter 4 ได้ยังไง

Follow Income in click Thailand

Scroll to Top

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ได้ มิฉะนั้นคุณจะไม่สามารถใช้งานเว็บไซต์นี้ได้อย่างเป็นปกติ

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายบน Facebook

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ ที่มีอยู่บน Facebook เพื่อให้ผมสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหาให้ตรงกับความเหมาะสม และความสนใจของคุณได้ครับ หากคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ ผมจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหา และโฆษณาได้ตรงตามความสนใจไปให้กับคุณบน Facebook ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายบน Line

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ ที่มีอยู่บน Line เพื่อให้ผมสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหาให้ตรงกับความเหมาะสม และความสนใจของคุณได้ครับ หากคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ ผมจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหา และโฆษณาได้ตรงตามความสนใจไปให้กับคุณบน Line ได้

บันทึก