Modern Direct Response Marketing

แชร์บทความนี้ทาง Facebook

มาถึงตรงนี้ ผมเดาว่าคุณน่าจะเชื่อใน Direct Response Marketing พอสมควร ว่ามันคือเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณสร้างแบรนด์และขยายธุรกิจกิจได้จริง

สังเกตุไหมครับ? ว่าผมไม่ได้ Promise อะไรเกี่ยวกับ “เงินล้าน” เลยซักคำ…

เพราะผมไม่ต้องการดึงดูดคนที่มองหาเรื่องฉาบฉวยเหล่านั้น ถ้าคุณเป็นคนจำพวกที่พอเห็นคำว่า “ล้าน” ก็ตาลุกวาวและสนใจอยากรู้รายละเอียดทันที ที่นี่ไม่เหมาะกับคุณครับ มีคอร์สสอนทำเงินออนไลน์จากกูรูนับพันที่แปะป้ายเงินล้าน แนะนำให้ไปหาคนเหล่านั้นแทนนะครับ

เพราะ Direct Response Marketing ไม่ใช่เรื่องง่ายและผลลัพธ์ของมันก็จะไม่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน คุณต้องมีทักษะหลายอย่างถึงจะเริ่มสร้างมันขึ้นมาได้ ซึ่งผมแชร์ไว้ให้ทั้งหมดแล้ว… เริ่มต้นจาก ตรงนี้

ผมมั่นใจว่า ทักษะทั้งหมดนั้นพิสูจน์ด้วยหลักการของตัวมันเองอยู่แล้ว ว่ามันจะช่วยให้ธุรกิจคุณก้าวไปข้างหน้าได้ยังไง

นอกจากนี้ผมยังเล่าประสบการณ์ตรงของชีวิตตัวเอง ตั้งแต่ที่เคยหล่นอยู่ก้นเหวจนพลิกชีวิตขึ้นมาได้ ก่อนจะด่ำดิ่งอีกรอบ แล้วค่อยผงาดขึ้นมาอย่างมั่นคงด้วย Direct Response Marketing ไว้ให้อ่านแล้ว ที่นี่

เพราะฉะนั้น... เข้าประเด็นเลยนะครับ

หลักการ Direct Response Marketing หรือ “การตลาดทางตรง” มีมานานแสนนาน ปัจจุบันยังใช้ได้ดีมากๆ และผมมั่นใจว่ามันจะใช้ได้ดีต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็จนกว่าผมจะตาย (ซึ่งคนอย่างผมไม่น่าจะตายง่ายๆ 555)

ถึงอย่างงั้นก็เถอะ ถ้าเจาะลงไปถึงกระบวนการลงมือทำ เครื่องมือที่ใช้จะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

Direct Response Marketing ดั้งเดิมใช้กันในวงการ Mail Order หรือการขายทางจดหมาย ปัจจุบันนี้มันถูกใช้กับการตลาดออนไลน์ที่มี Social Media เป็นส่วนประกอบสำคัญ ดังนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยครับ ว่าในอนาคตเครื่องมือมันก็จะเปลี่ยนไปอีก

แต่แก่นแท้ของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่คุณกำลังจะได้อ่าน คือ Core หรือแก่นของ Direct Response Marketing ที่ผมประยุกต์ใช้กับเครื่องมือในปัจจุบันแล้ว และประยุกต์มันเข้ากับตลาดของประเทศไทยด้วย

ผมจึงเรียกมันว่า Modern Direct Response Marketing

มาเริ่มวางระบบ Modern Direct Response Marketing สำหรับตลาดในไทยกันเลยครับ!

Modern Direct Response Marketing มีองค์ประกอบที่จับต้องได้อยู่แค่ 3 อย่าง ได้แก่

  • Ads
  • Web Funnel
  • List

อธิบายง่ายๆคือ “เราจะยิงแอดโฆษณาดึงคนเข้าเว็บไซต์แล้วส่งต่อไปเก็บใน List” จบแล้วครับ!

กำลังคิดอยู่ในใจว่า “เห้ย! แค่นี้เอง ก็พื้นฐานนี่หว่า เรื่องแค่นี้ใครๆก็รู้” แบบนี้ใช่ไหมครับ?

ใช่เย็นๆก่อนครับ เพราะในแต่ละองค์ประกอบ เรายังมีงานต้องทำอีกเยอะมากเลยจ้า

ผมจะพาคุณไปไล่ดูทีละส่วน โดยเริ่มต้นจาก List ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายของสมการ แต่เป็นส่วนแรกที่ต้องวางแผนและสร้างขึ้นมารองรับ Modern Direct Response Marketing ทั้งระบบก่อนเริ่มต้นครับ

List คำง่ายๆแต่ความหมายสุดลึกล้ำ

ในอดีตเคยมีคำกล่าวไว้ว่า “1 คนใน List จะสร้างรายได้ให้คุณโดยเฉลี่ย 1$ ต่อเดือน”

แปลความต่อได้ว่า “List ยิ่งมีขนาดใหญ่ ยิ่งรวย!”

เช่นเดียวกับที่ Gold D Roger ได้กล่าวว่า “ลองหาสมบัติของข้าให้เจอสิ!” จนโลกเข้าสู่ยุคทองของโจรสลัด… คำกล่าวถึง List ข้างต้นได้พานักการตลาดและนักธุรกิจออนไลน์เข้าสู่ยุคทองแห่งการสร้าง List

ไม่ว่าจะต้องสร้าง Click Bait ต้อง Spam หรือต้องใช้เครื่องมือดึงข้อมูลคนอื่นอย่างผิดกฎหมาย อะไรที่ทำให้สามารถสร้าง List ได้ถูกดึงมาใช้ทั้งหมด

และมันก็ไม่ต่างจากวงจรของธุรกิจและตลาดอื่นๆ ช่วงแรกๆมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆครับ ใครมี List ใหญ่ มีข้อมูลการติดต่อกับคนเยอะ ก็ยิ่งทำเงินได้เยอะ บางคนส่งข้อความเพียงหนึ่งครั้งทำเงินได้หลายล้าน

แต่เมื่อคนที่ถือครอง List ขนาดใหญ่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ…

ลองไปเช็คอีเมลของคุณดูสิครับ ลองดูว่าทุกวันนี้มีอีเมลกี่ฉบับที่คุณเปิดดูจริงๆ และมีอีเมลกี่ฉบับที่คุณปล่อยทิ้งไว้ รู้ทั้งรู้ว่ายังไม่ได้เปิดอ่าน แต่ก็… “ช่างแม่ง!”

 List ขนาดใหญ่ไม่ได้ทำเงินให้เยอะอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นภาระ!

เพราะการถือครองและบริหารจัดการ List มีต้นทุนเสมอ ทั้งต้นทุนที่เป็นตัวเงิน และต้นทุนทางด้านจิตใจ (คนยิ่งเยอะก็ยิ่งมีปัญหา เพราะเต็มไปด้วยพวก Loser ที่จ้องแต่จะแช่ง จะด่า จะหาจุดผิดพลาดของเรา)

จึงได้เกิดแนวคิดใหม่ ที่มองว่า “List ใหญ่ไม่ได้เท่ากับเงินเยอะหรอกนะ”

List ขนาดเล็กแต่รักกันจริงต่างหากล่ะ ที่จะทำเงินได้เยอะ แถมยังทำได้ยาวๆแบบสบายใจด้วย!

ผมได้เรียนรู้เรื่องนี้จาก อ.ก๊วง เช่นเคย ซึ่งก็เรียนรู้มันต่อมาจาก Andre Chaperon เจ้าพ่อวงการ Direct Response Marketing ระดับโลกท่านหนึ่ง

List ขนาดเล็ก หรือ Tiny List ที่เต็มไปด้วยแฟนพันธุ์แท้ (True Fan) ของคุณ คือหัวใจสำคัญของ Modern Direct Response Marketing แบบขาดไปเสียมิได้ครับ

การจะสร้าง Tiny List ขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณต้องระบุให้ได้ว่า “ใครเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ของคุณ”

ใครคือ Niche Audience ที่คุณอยากคุยด้วย อยากช่วยแก้ปัญหา อยากพาไปสู่ผลลัพธ์ปลายทางที่เขาต้องการ

คุณจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังสร้าง Tiny List อยู่ได้ก็ต่อเมื่อ คุณระบุได้ว่า List ของคุณเป็น List สำหรับใคร และไม่ใช่ List สำหรับใคร โดยที่…

“นี่คือ List สำหรับใคร” จะถูกระบุออกมาได้แค่ 1 บรรทัด ส่วน “นี่ไม่ใช่ List สำหรับใคร” ต้องถูกระบุออกมาได้ยาวเป็นหางว่าว!

ตลาดยิ่งเล็กและเฉพาะเจาะจง หรือยิ่ง Tiny คุณจะยิ่งนำเสนอคุณค่าง่าย (สร้างข้อเสนอที่เฉพาะเจาะจงได้) ใช้คำพูดสื่อสารได้ง่าย (ใช้คำที่รู้กันในกลุ่ม) และมีต้นทุนการดูแลต่ำ (เสียเงินค่าถือครองน้อย แถมสบายใจด้วย)

ที่สำคัญที่สุด แฟนพันธุ์แท้ใน List แบบนี้ จะซื้อสินค้าของคุณอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และไม่ว่าจะออกสินค้าอะไรใหม่ก็พร้อมเปิดใจลอง

บนโลกที่ต้นทุนการตลาดสูงขึ้นทุกวัน การแข่งขันเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจะทำให้คุณแทบไม่ได้กำไร แต่ใน Tiny List ของคุณที่แหละครับ ที่จะสร้างกำไรให้อย่างมหาศาล ทำให้ไปถึงล้านต่อเดือนได้ และทำแบบนั้นได้ทุกเดือนตราบเท่าที่ยังถือครอง List นั้นอยู่

สำหรับตลาดในประเทศไทย List ที่ผมชอบใช้ที่สุด หนีไม่พ้น Line Official Account เครื่องมืออันแสนมหัศจรรย์ที่ช่วยให้คุณส่งข้อความโดยตรงถึงหน้าจอโทรศัพท์ของคนใน List ได้ทุกที่ทุกเวลา

ดังนั้น ขั้นตอนแรกสุด ระบุให้ได้ว่า Niche Audience ของคุณคือใคร และสร้างบัญชี Line OA สำหรับคนกลุ่มนี้ขึ้นมาครับ

ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้นเลยนะครับ ว่าใน Line นี้ คุณจะไม่ต้องการใครคนอื่นเลย นอกจาก Niche Audience ที่คุณเลือก เนื้อๆ เน้นๆ เท่านั้น!

Web Funnel ตาข่ายดักหนู

ถ้าคุณเองก็เคยคิดอยากสร้างฐานลูกค้าใน Line OA มาก่อนแล้ว เพราะ…

“ต่อไปจะได้ขายของได้ โดยไม่ต้องยิงแอด”

คุณน่าจะเคยพยายามหาวิธีที่จะดึงคนเข้าไลน์ให้ได้… แจกของดีไหมนะ? หรือจะให้ติดตามพัสดุทางไลน์ดี? หรือจะให้รับ Support และประกันได้เฉพาะทางไลน์?

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นกลยุทธ์ที่ดี ที่ควรนำไปใช้ครับ แต่…

สำหรับ Modern Direct Response Marketing ที่ต้องการสร้าง Tiny List เราจะไม่เที่ยวดึงใครซี้ซั๊วเข้ามาใน List ของเราครับ

ตรงกันข้าม… เราต้องการ “ตัวกรอง” ที่ช่วยดักคนที่ไม่ใช่ ให้หลุดออกไปก่อนที่พวกเขาหลงเข้ามาสู่ List ของเราแล้วกลายเป็นปลาเน่าที่ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วถึงปลาสดตัวอื่นๆ

สิ่งที่ผมใช้เป็นตัวกรองเสมอ อย่างแรกเลยคือ “การซื้อที่ไม่ได้ซื้อกันง่ายๆ”

พูดง่ายๆคือ ถ้าไม่ซื้อสินค้า อย่าเข้ามาใน List ของผมเด็ดขาด และผมจะพยายามให้เฉพาะลูกค้าที่มีแนวโน้มว่าเราจะเป็นเนื้อคู่ หนังคู่ กระดูกคู่ของกันและกันเท่านั้นถึงจะซื้อได้ เดี๋ยวเล่าต่อนะครับว่าทำยังไง

สรุปสั้นๆ จะเข้ามาใน Tiny List ของเราได้ ควรจะต้องเคยตัดสินใจควักกระเป๋าให้เราซัก 1 ครั้งเป็นอย่างน้อยครับ และที่จริงต้องได้ใช้สินค้าของเราด้วย ซึ่งก็มีวิธีเช่นกัน อ่านต่อไปเดี๋ยวรู้ครับ

ตัวกรองอย่างที่สอง คือ “เว็บไซต์” ครับ

ถ้าคุณยังจำได้ เราจะยิงแอดเข้ามาที่เว็บไซต์ แล้วสร้าง Journey ให้เขาสามารถแอดไลน์เราได้จากบนเว็บไซต์

จำเป็นต้องใช้เว็บไซต์ด้วยหรอ?

คุณเองก็คงเคยเจอใช่ไหมครับ? คนที่เห็นโฆษณาของคุณแล้วก็แค่กดไลค์ กดแชร์ หรือแค่คอมเมนต์ว่า “สนใจ” แล้วก็เงียบหายไปเลย

ไม่มีการทักมา หรือต่อให้เราทักไปก็ไม่อ่าน ไม่ตอบ

การยิงแอด (ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบสุดท้าย) มันก่อให้เกิด Engagement หรือการมีส่วนร่วมเหล่านั้นได้ง่ายเกินไปครับ เราตอบไม่ได้เลยครับ ว่าคนที่มาไลค์ แชร์ คอมเมนต์เหล่านั้นสนใจเราจริงแค่ไหน

หรือแม้แต่การทักข้อความ ก็มีผีเต็มไปหมด บางทีแค่มือลั่นก็กลายเป็นผีแล้ว ไม่เว้นแม้แต่การกดหัวใจ กดติดตามให้ ก็ไม่แปลว่าเขาจะอินกับเราซักหน่อย

แล้วการคลิกเข้าเว็บล่ะ?

อืม… เอาจริงๆเวลาคนเห็นแอดแล้วมือลั่นกดเข้าเว็บ ก็มีถมไปครับ กดเข้าไปเฉยๆ แต่ไม่ได้ Take Action ใดๆตามมา

ถ้าอย่างงั้น… สมมติว่าเว็บหน้า Landing Page ของเราไม่สามารถทำอะไรได้เลย นอกจากการที่จะต้องคลิกต่อไปอีกทีนึงล่ะ?

อธิบายเชิงเทคนิคให้เห็นภาพนะครับ แทนที่เราจะทำ Landing Page หรือ Sales Page หน้าเดียวแล้วมีปุ่มให้แอดไลน์เหมือนที่คนทั่วไปทำ ลองเปลี่ยนมาทำเว็บ E-commerce คือหลังเข้าเว็บ จะต้องหยิบสินค้าใส่จะกร้าแล้วลงมือชำระเงินให้เรียบร้อยถึงจะเข้ามาอยู่ใน List ของเราได้ (ผ่านเงื่อนไขแรก คือซื้อของอย่างน้อยหนึ่งครั้ง)

หรือ ทำ Landing Page ที่มีมากกว่า 1 หน้า หน้าแรกจะมีปุ่มให้คลิกเพื่อไปหน้าที่ 2 และหน้าที่ 2 จึงจะมีปุ่มให้คลิกแอดไลน์

แบบนี้ คิดว่าคนที่เข้ามาในไลน์ของคุณจะยัง “เผลอ” อีกไหมครับ?

นี่แหละครับ วิธีที่ผม Make Sure ว่าคนเข้า List คือคนที่ใช่จริงๆ

จากประสบการณ์ของผม วิธีนี้ช่วยให้คนที่หลุดเข้ามาในไลน์ได้ มีแนวโน้มจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเราค่อนข้างสูงเลยทีเดียว (แต่ก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดนะครับ เรามีงานต้องทำต่อ)

และมันทำให้ Tiny List ของเรา เป็นขุมทองอย่างแท้จริง

ถ้าคุณเห็นภาพตรงกัน เว็บไซต์ที่คุณต้องมีเพื่อสร้าง Direct Response Marketing ควรจะแบ่งออกอย่างน้อยเป็น 2 ส่วน ได้แก่…

  1. Blog หรือคอนเทนต์สร้างสรรค์เพื่อมอบคุณค่า ที่ใส่ลงบนเว็บไซต์

จะเป็นวิดีโอ หรือเป็นบทความก็ได้ครับ แต่ถ้าให้ดีทำมันทั้ง 2 อย่างนั่นแหละ เพราะวิดีโอช่วยให้คนที่ไม่ถนัดอ่านเสพข้อมูลจากคุณได้ ส่วนคนที่ชอบอ่านก็มีบทความให้อ่าน และคุณก็ยังได้ประโยชน์จาก SEO (Search Engine Optimization) ด้วย

  1. Sales Page หรือหน้าเว็บที่มีหน้าที่ขาย

หน้าเว็บนี้จะเน้นไปที่การสาธยายสินค้า และพยายามปิดการขายให้สำเร็จ ไม่ว่ากระบวนการขายที่วางไว้จะเป็นแบบ E-Commerce หรือลูกค้าต้องแอดไลน์เพื่อทักมาซื้อก็ได้ทั้งนั้นครับ

เมื่อมีทั้ง Blog และ Sales Page ตัว Blog จะทำหน้าที่เป็น Landing Page หรือเป็นหน้าเว็บแรกที่คนจะเข้ามาหลังจากเขาเห็นโฆษณาของคุณ ถ้าเขาอ่านคอนเทนต์แล้วไม่สนใจ เขาจะจากไป ถือว่าเราดักหนูได้สำเร็จ (ยิบปี้!)

แต่ถ้าเขาอินกับเรามากพอ ต้องการเราจริงๆ เขาถึงจะคลิกต่อไป Sales Page และกระบวนการขายซึ่งนำเขาไปสู่ List ก็จะเริ่มขึ้น

มาถึงตรงนี้ ผมเดาว่าคุณน่าจะมีคำถาม… เชิญเลยครับ

“ถ้ากรองคนออกขนาดนี้ ก็เสี่ยงยิงแอดขาดทุนกันพอดีน่ะสิ!?”

ถูกต้องเลยครับ ในเมื่อตอนนี้เรา “เลือกลูกค้า” ก็ต้องทำใจหน่อยล่ะว่าคุณจะขายได้ในปริมาณน้อยลง

“อ่าว! แล้วแบบนี้ทำไงดี!? ต้องแบกขาดทุนต่อไปเรื่อยๆก่อนหรอ?”

ไม่เสมอไปครับ… 

ผมมักจะยิงแอดขายคอร์สราคา 990 บาทเพื่อสร้าง List เสมอ และทุกวันนี้ที่คนขายคอร์สกันเต็มตลาด สินค้าตัวนี้แทบไม่เคยทำกำไรให้ผมเลย

เอาจริงๆ มันเคยพาผมขาดทุนด้วยซ้ำ

แต่ผมไม่ได้ไปปรับแอดอะไรหรอกนะครับ ผมทำเรื่องง่ายๆแค่ 1 อย่างเท่านั้น นั่นคือการเพิ่ม Order Bump

Orde Bump คือการ Upsell แบบที่พิสูจน์กันมาแล้วว่าคนกว่า 30% จะซื้อ มันคือกล่องเล็กๆบนเว็บไซต์ขายสินค้า ที่มีเครื่องหมายติ๊กถูกถามว่า “จะรับข้อเสนอพิเศษนี้ไปด้วยไหม” ซึ่งทำให้ยอดขายของผมจาก 990 กลายเป็น 1,980 บาททันที

เห็นไหมครับ? ไม่ต้องปรับแอดเลย ผมก็พลิกจากขาดทุนมาทำกำไรได้ด้วยกลยุทธ์ Sales Funnel

และไอ้ Order Bump ของ Sales Funnel เนี่ย ถ้ามีเว็บไซต์ด้วย ก็ง่ายเลยครับ ไม่ต้องมาคอยฝึกแอดมินให้ช่วยขายใดๆ ลูกค้าเป็นคนตัดสินใจซื้อเองทั้งหมด

แล้วผมก็บริหาร List หาทางทำเงินหลังบ้านอย่างเดียว

ผมว่ามาถึงตรงนี้คุณน่าจะเข้าใจแล้ว ว่า Modern Direct Response Marketing “ขาดเว็บไซต์ไม่ได้เลย”

โตไวแบบวัดผลได้ด้วย Ads

มาถึงตรงนี้ Modern Direct Response Marketing ขาดองค์ประกอบอีกหนึ่งอย่างสุดท้ายครับ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ Ads แต่เป็น Traffic

เรายังขาดการดึงกลุ่มเป้าหมายให้เดินเข้ามาในเว็บไซต์ที่ว่างกับดักหนูไว้เป็นอย่างดี กรองคนที่ไม่ใช่ออก และชักนำคนที่ใช่ให้ไหลเข้ามาใน List ของเรา

การดึงกลุ่มเป้าหมายทำได้หลายวิธีครับ ไม่ว่าจะเขียน Blog อย่างสม่ำเสมอเพื่อทำ SEO ให้ติดอันดับการค้นหาบน Google หรือจะโพสต์ลง Social Media ก็ได้ หรือจะไปทางวิดีสั้นอย่าง Reel, TikTok, Shorts ทุกวันนี้ก็เข้าถึงได้เยอะพอสมควร หรือแม้แต่ Live สดซะเลยก็ยังได้

แต่จากประสบการณ์ของผม ก็ยังไม่มีวิธีไหนที่จะก่อให้เกิด Traffic ได้ดีเท่ากับการยิงแอด เพราะมันวัดผลได้ ซึ่งนำไปสู่การ Scale ได้ พูดง่ายๆคือ “เราสั่งให้ Traffic มาเสิร์ฟกี่จานก็ได้ตามต้องการ”

วิธียิง Ads แบบ Direct Response Marketing ทำอย่างนี้ครับ (ขออนุญาตลงลึกเชิงเทคนิคนิดนึงนะครับ)

  1. สร้างแคมเปญ Conversion ยิงแอดพากลุ่มเป้าหมายเข้าไปที่ Blog โดยมีเป้าหมายเพื่อให้พวกเขา (Convert) เข้าไปใน List ของเราให้ได้ (เข้า Blog แล้วไปต่อที่ Sales Page จากนั้นก็เริ่มกระบวนการซื้อหรือแอดไลน์)
  2. เก็บข้อมูลผ่าน Pixel เพื่อ Retarget โดยตรงไปที่หน้า Sales Page เป้าหมายเหมือนเดิม คือให้พวกเขา (Convert) เข้าไปใน List ของเราให้จงได้
  3. เอาข้อมูลจาก Pixel มา Retarget เพื่อปิดการขายบน Social Media ด้วย (อันนี้แล้วแต่ธุรกิจครับ ถ้าบนเว็บไซต์มี E-Commerce ปิดการขายได้ในตัว ไม่ต้องทำตรงนี้ก็ได้ แต่ถ้าเว็บไซต์ทำได้แค่ให้แอดไลน์ ควรจะมีแคมเปญ Retarget ขายโดยตรงบน Social Media ด้วย) แล้วคุณจะเห็นได้ชัดเลยว่าแคมเปญ Retarget ตัวนี้ ROAs (Return on Ad Spent) จะค่อนข้างสูง แต่แน่นอนว่ามันต้องไปถัวเฉลี่ยกับแคมเปญ Conversion ที่พยายามดึงคนเข้าไลน์ด้วยนะ เพราะแคมเปญนั้นอาจไม่เกิดยอดขายมากนักและ ROAs จะต่ำ (แต่ก็… เดี๋ยวพาไปดูวิธีแก้)

กระบวนการนี้ ใช้ได้กับการยิงแอด Social Media ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น…

Facebook : ยิงแอด Conversion และแอด Message

Instagram : ยิงแอด Conversion และแอด Message

TikTok : ยิงแอด Conversion และแอด TikTok Shop

Line : ยิงแอด Conversion และเพิ่มเพื่อน (โฆษณาบอกให้เพิ่มเพื่อนแล้วทักมาซื้อ)

ส่วน Google Adwords และ Youtube จะทำได้แต่ Conversion เท่านั้นครับ แต่ก็ควรจะเอามาช่วยสร้าง Traffic ด้วยเช่นกัน (ช่องทาง Social Media อื่นๆก็ด้วยนะ แต่ผมทำเป็นเท่านี้แหละ)

ยิ่งคุณยิงแอดได้หลายช่องทางไหร่ ก็ยิ่งมีปริมาณ Traffic มากเท่านั้น และตามกฎของกรวยการขาย (Funnel) ต่อให้พยายามกรองคนออกสุดๆ คุณก็จะยังได้ List ที่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆอยู่ดี เพราะคนมันทะลักมาจากปากทางเข้าไงล่ะ!

งานของเรายังไม่จบ...

Modern Direct Response Marketing ที่ผมแชร์มาจนถึงตรงนี้ น่าจะพอทำให้คุณเห็นภาพการลงมือมสร้างและประกอบส่วนต่างๆเข้าด้วยกันได้แล้ว แต่…

เวลาลงมือทำจริง อะไรๆมันไม่ได้เรียบง่ายและตรงไปตรงมาขนาดนั้นครับ

คุณอาจจะยิงแอดไปแล้วแทบไม่มีใครเข้าเว็บเลย หรือมีคนเข้าเว็บแต่ไม่เกิด Conversion ไม่มีใครเข้า List ซักคน หรือมีคนแอดไลน์มาแต่ไม่เห็นมีใครทักมาซื้อสินค้าเลย (ทั้งๆที่อุตส่าห์กรองคนทิ้งไปอย่างดีแล้วเชียวนะ!)

ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติมให้ จากประสบการณ์ที่ใช้ Direct Response Marketing หากินให้กับธุรกิจของตัวเองและแบรนด์จากหลากหลายอุตสาหกรรมครับ

Pro Tips 1 : ทำโฆษณาระบุให้ชัดเจน

การยิงแอด Conversion เพื่อดึงคนเข้าเว็บและเก็บข้อมูล คอนเทนต์โฆษณาของคุณควรระบุให้ชัดเจนเลยว่า…

“คุณกำลังจะสื่อสารไปถึงใคร”

วิธีที่จะเป็นการไล่คนที่ไม่ใช่ออกไปโดยปริยายในชั้นที่ 1 (ก่อนจะไปโดนไล่อีกทีบนเว็บ)

และที่สำคัญอย่างขาดไม่ได้ อย่าลืมบอกเขาจะครับว่าคุณกำลังจะ “ขาย” อะไรซักอย่างให้กับเขา

แบบนี้ กลุ่มเป้าหมายที่ตัดสินใจเดินเข้ามาบนเว็บจะได้ไม่หลงเข้าใจผิดว่า คิดว่าเราเป็น Wikipedia ที่กำลังนำเสนอข่าวสารน่าสนใจให้อ่านเล่นๆ แต่เราทำธุรกิจและเรามีคุณค่าที่สมน้ำสมเนื้อจะมาแลกกับเงินของเขา

Pro Tips 2 : Blog ช่วยทำให้โฆษณามีสีสัน

การยิงแอดปิดการขายอย่างเดียวอาจสร้างรายได้ให้คุณพอสมควร แต่คุณจะไปติดอยู่ราวๆเดือนละหลักแสน ไปได้ไม่ถึงล้าน หรือถ้าจะไปให้ถึงก็คือเพิ่มงบค่าแอดจนแทบไม่เหลือกำไร หรือแม้ว่าจะได้เดือนละล้านแต่เดือนต่อไปก็ทำไม่ได้แล้ว

ปัญหาพวกนี้จะหมดไป ถ้าคุณตัดสินใจเปลี่ยนจาก “การโฆษณา” มาเป็น “การตลาด” เพื่อสื่อสารคุณค่าอย่างต่อเนื่องครับ

พูดง่ายๆเลยก็คือ “อย่ายิงแอดอย่างเดียว ทำคอนเทนต์ด้วย!” แล้ว… เชื่อหรือไม่ ว่าผลลัพธ์จากการโฆษณาของคุณก็จะดีขึ้นตาม

การทำคอนเทนต์ที่คุ้มค่าที่สุด คือทำ 1 คอนเทนต์แล้วเอามันลงไปให้ได้ทุกช่องทาง โดยเริ่มต้นที่ Blog หรือลงคอนเทนต์บนเว็บไซต์ครับ

ทำ Blog คอนเทนต์บนเว็บไซต์ขึ้นมา 1 ตัว เอาไปใช้อะไรได้บ้าง

  1. เอาไปยิงแอดดึงคนเข้ามา
  2. เอาไปทำคอนเทนต์ภาพและบทความลง Social Media
  3. เอาไปทำวิดีโอสั้นลง Reel, TikTok, Shorts
  4. เอาไปทำวิดีโอยาวลง Youtube (และแปะมันไว้ใน Blog ด้วย)
  5. เอาไป Broadcast ดึงคนเข้า Blog ซ้ำอีกที (เพื่อให้ Pixel เก็บข้อมูลลูกค้าเก่าได้เรื่อยๆ)

ที่สำคัญ อย่าลืมที่จะสร้างเนื้อหา Blog ให้สื่อสารแบบเฉพาะเจาะจงไปหากลุ่มเป้าหมาย รวมถึงพยายามไล่คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายออกไป (ไม่ได้ยากเลยครับ แค่บอกไปเลยว่าคอนเทนต์นี้สำหรับใคร และไม่ใช่สำหรับใคร) และเนื้อหาต้องเชื่อมโยงและนำเข้าสู่ Sales Page ในตอนท้ายของทุก Blog ด้วย

Pro Tips 3 : สินค้า Frontend ตัดสินทั้งระบบ

สิ่งที่สำคัญที่สุดในกระบวนการทั้งหมดของ Modern Direct Response Marketing คือ List ที่กรองคนเฉพาะกลุ่มมาแล้ว และการทำให้พวกเขา TRUST คุณ

และนั่นก็คืองานหลักของสินค้า Frontend หรือสินค้าตัวแรกที่คุณเอาไปขายเพื่อพาคนเข้า List ครับ

กฎทองของการสร้างสินค้า Frontend จึงมีอยู่ 2 ข้อคือ…

  1. มันควรจะดึงดูดเฉพาะคนที่ใช่เท่านั้น
  2. มันต้องบริโภคได้ง่าย

TRUST ที่แท้จริงจะเกิดขึ้นกับคนที่ใช่ เมื่อเขาได้ใช้สินค้าของเราและเห็นว่าเรา “ของจริง” ทางนี้ทางเดียวเท่านั้นครับ ไม่มีหนทางอื่น

Pro Tips 4 : ตามงานด้วย

ถึงโฆษณากับสินค้า Frontend จะระบุกลุ่มเป้าหมายไว้ชัด แถม Blog ก็เขียนไล่คนที่ไม่ใช่ออกไปแล้ว คนที่ยังคงเดินเข้ามาใน List ก็ใช่ว่าจะซื้อสินค้าหรือ Take Action ใดๆทั้งหมด 100% ครับ

ใน List ของเราจึงต้องมีการ Follow Up ด้วย

สำหรับ Line OA เราจะสร้าง Step Message (ข้อความที่จะส่งไปทางไลน์โดยอัตโนมัติ) ขึ้นมาอย่างน้อยที่สุด 2 ชุด

ชุดแรก คือ Step Message เพื่อพยายามให้เกิดการซื้อครั้งแรก (First Sales) ข้อความชุดนี้จะถูกส่งไปหาทุกคนที่เพิ่มเราเป็นเพื่อทางไลน์ จนกว่าเขาจะสั่งซื้อครั้งแรก

ชุดที่สอง คือ Step Message เพื่อพยายามให้เขาใช้สินค้าให้ได้ และมี Feedback กลับมาพูดคุยกับเรา ข้อความชุดนี้จะถูกส่งไปหาคนทุกที่สั่งซื้อสินค้าครั้งแรกแล้ว

มันจะทำให้เขารู้ว่าเรายังใส่ใจเขาอยู่ ไม่ใช่จะตีหัวเข้าบ้าน เก็บเงินแล้วจากไป

Pro Tips 5 : ทำเงินให้ได้หลายวิธี

ยินดีด้วยครับ Tiny List ที่คุณมีอยู่ในมือ ตอนนี้พร้อมจะเบ่งไข่ทองคำให้กับคุณแล้ว

ต่อไปคือขั้นตอนที่สนุกที่สุดของการทำธุรกิจครับ!

สิ่งที่ต้องทำกับ List นี้คือ “ขาย ขาย และขาย” คุณควรจะ Broadcast ขายสินค้าอย่างน้อยที่สุดสัปดาห์ละ 1 – 3 ครั้ง

ที่เจ๋งที่สุดก็คือ การขายของคุณไม่ต้องสาธยายอะไรมากครับ คนกลุ่มนี้เชื่อใจคุณพอสมควรทีเดียว สิ่งเดียวที่คุณต้องบอกก็คือ ข้อเสนอของคุณมันวิเศษยังไง และทำไมเขาควรจะซื้อเดี๋ยวนี้

นอกจากนี้ คุณควรจะขายทุกสิ่งทุกอย่างที่ให้คุณค่ากับเขา อย่าโฟกัสอยู่แต่กับสินค้าหรือแบรนด์ของคุณนะครับ โฟกัสทุกสิ่งทุกอย่างไปที่ “คน” นั่นหมายความว่า นอกจากสินค้าของแบรนด์คุณเองแล้ว…

  • คุณควรไปหาสินค้าของคนอื่นที่ช่วยเหลือเขาได้ มาขายแบบ Dropship หรือ Affiliate เพื่อให้พวกเขาจำคุณได้แม่นยิ่งขึ้นว่าเป็นแบรนด์ที่ทุ่มเทช่วยใคร
  • คุณควรไปหาสินค้า Physical Product มาขาย สินค้าแบบจับต้องได้จะก่อให้เกิด Bonding สูงกว่าสินค้า Digital Product ครับ
  • คุณควรไปหาสินค้า Digital Product มาขาย ไม่ว่าจะเป็น E-Book หรือคอร์สเรียนออนไลน์ เพราะมันจะทำกำไรให้คุณอย่างงาม
  • คุณควรมีการขาย งานสัมมนา เพื่อเพิ่มความรู้ อันเป็นคุณค่าที่พวกเขาควรได้รับ และสร้างชุมชน (Community) ให้คนได้มารู้จักกับคุณและกับลูกค้าคนอื่นๆ

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กน้อยๆเท่านั้นเองนะครับ ที่จริงคุณยังสามารถทำเงินได้อีกหลาย Model เลย ก็กลับไปทำการบ้านดีๆต่อจากนี้นะครับ

ด้วย List ที่คุณมีอยู่ในมือนี้… วันที่ Ads ทำงานย่ำแย่เพราะการเปลี่ยนอัลกอริทึ่ม หรือการที่แบรนด์ใหญ่เทงบกันลงมาปิดยอดส่งท้ายปี ในวันที่เกิด Platform ใหม่ขึ้นมาจนกระทบกับตลาดออนไลน์โดยรวม ในวันที่คุณมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้น หรือแม้แต่ในวันที่ช่องทาง Social Media ของคุณโดนแบนจนหมด…

List นี้จำยังคงทำเงินให้คุณต่อไปได้เรื่อยๆ ด้วยต้นทุนการตลาดอันแสนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

ลูกค้าอันแสนวิเศษเหล่านี้ อย่าเอาแต่จะขายจนลืมคุยเรื่องอื่นกับเขาจะครับ

จะคุยอะไรหรอครับ? ก็… คอนเทนต์ที่คุณสร้างขึ้นใน Blog นั่นไงล่ะ!

สุดท้าย... ถึงเวลาลงมือทำ

ทั้งหมดนั่นคือ Modern Direct Response Marketing ที่ช่วยให้ผมและแบรนด์ต่างๆที่ผมดูแลมีฐานลูกค้าที่ซื้อซ้ำๆ ทีการทำเงินออนไลน์ทาง และเราเห็นกำไรของแบรนด์เติบโตขึ้นอย่างชัดเจนทุกเดือน

คุณได้เห็นกระบวนการของมันหมดแล้ว ตอนนี้คุณมีทางเลือก 4 ทาง

ทางที่ 1 ไม่ทำอะไรเลย

ผมเองก็เป็นคนชอบหาความรู้เพิ่มเรื่อยๆเหมือนกัน ผมเข้าใจดีครับว่ากับเรื่องบางเรื่อง แค่ได้ความรู้เพิ่มก็โอเคแล้ว แต่ตัวเลือกนี้จะไม่ทำให้คุณและธุรกิจของคุณเดินไปข้างหน้าแม้แต่ก้าวเดียว ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าคุณจะเลือกทางนี้ผมเข้าใจดีและยอมรับครับ ยินดีที่เราได้มาพบกันและขอบพระคุณที่ติดตามเรื่องราวประสบการณ์ทั้งชีวิตของผม

หวังว่ามันจะเป็นประโยชน์ให้คุณได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ทางที่ 2 ทำเอง

อาจใช้เวลานานหน่อย แต่คุณเองก็สามารถเรียนรู้ทุกทักษะที่จำเป็นสำหรับการเอา Modern Direct Response Marketing มาใช้กับธุรกิจของคุณได้

และที่ Income in Click Thailand มีคอร์สสอนทุกเรื่องเลยครับ

ก็ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน ลองไปเริ่ม ที่นี่ ดูนะครับ

ทางที่ 3 ให้ผมช่วย

ยิงแอด ทำเว็บ สร้าง List และวางกลยุทธ์ในทุกๆขั้นตอน ผมเรียนรู้ฝึกฝนและใช้จริงกับธุรกิจของตัวเองและแบรนด์อื่นๆจนชาญ ผมถึงได้ทำมันออกมาเป็นคอร์สเรียนได้มากมายไงครับ

และผมเข้าใจดี ว่าคุณอาจเป็นคนที่ “ไม่ถนัด” การเรียนออนไลน์ ผมถึงได้ยินดีช่วยสอนและให้คำปรึกษากับคุณแบบคลาสเล็กๆรวมไปถึงส่วนตัวด้วย ใน Modern Direct Response Marketing Bootcamp ที่กำลังเปิดอยู่

ดูรายละเอียดได้ ที่นี่ เลยครับ

ไปลงมือทำได้เลย แล้วได้ผลยังไง อย่าลืมมาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะคร้าบ

2 thoughts on “Modern Direct Response Marketing”

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น จำเป็นต้องกรอกช่องที่มีเครื่องหมาย *

Follow Income in click Thailand

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายบน Social Media

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ ที่มีอยู่บน Social Media เพื่อให้ผมสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหาให้ตรงกับความเหมาะสม และความสนใจของคุณได้ครับ หากคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ ผมจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหา และโฆษณาได้ตรงตามความสนใจไปให้กับคุณบน Social Media ช่องทางต่างๆได้

บันทึกการตั้งค่า