ฮีโร่ที่กลายเป็นผู้ร้าย

แชร์บทความนี้ทาง Facebook

เมื่อผมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรวยด้วยการทำธุรกิจ แล้ว…

จะทำธุรกิจอะไรดีล่ะ?

(ถ้าคุณเผลอเข้ามาที่หน้านี้โดยบังเอิญ คุณอาจงงๆและอ่านไม่รู้เรื่อง ย้อนกลับไปอ่านบริบทที่มาที่ไปก่อนได้ ที่นี่ นะครับ)

ผมไม่มีฟูกรองรับ และผมกำลังเอาชีวิตของทั้งตัวเองและครอบครัวไปเดิมพัน ในหัวผมเลยมีคำถามอยู่อย่างเดียว…

“ธุรกิจอะไรที่การันตีความสำเร็จได้?”

ผมไปนั่งไล่ย้อนดู SMEs ตีแตกทาง Youtube จนเกือบครบทุกตอนเลยครับ และผมก็ตกลงปลงใจกับธุรกิจแรก นั่นคือ “ธุรกิจอาหารแปรรูป”

คืองี้ครับ… ผมเห็นตัวอย่างแบรนด์อาหารแปรรูปของไทยที่ประสบความสำเร็จมากมาย สิ่งที่ทำก็คือแค่เอาอาหารไทยบ้านๆไปทำให้เก็บได้นานแล้วก็ส่งออก (ที่จริงเขาคงผ่านอะไรมาเยอะแหละ แต่ผมไม่เห็นไง!) ผมจึงปิ๊งไอเดียสุดไร้เดียงสาว่า…

“ชาวต่างชาติชอบอาหารไทย ถ้าเราแปรรูปอาหารไทยให้เก็บได้นาน เราก็จะส่งออกได้”

ความรู้สึกก่อนเริ่มธุรกิจแรกคือ “ผมกำลังจะเป็นฮีโร่ ที่ช่วยเหลือครอบครัวให้รอด!”

แต่ดูจากชื่อบทความ คุณก็น่าจะพอเดาได้ใช่ไหมครับ ว่ารอดหรือร่วง 555 เอาเป็นว่า ความชิบหายมันเกิดขึ้นได้ยังไง มาดูกันครับ

เมื่อตรัสรู้ได้ดังนั้น ผมก็เริ่มโปรเจคเลย ด้วยพื้นฐานปริญญาด้านธุรกิจ ผมก็พอมีความรู้อยู่บ้างว่าธุรกิจที่ดีต้อง “แตกต่าง” ผมเลยไปไล่หาวิธีแปรรูปอาหารที่แปลกแหวกแนวเพื่อสร้างความแตกต่าง มั่วไปมั่วมา คลำไปคลำมา จากคนไม่มีความรู้ เคยจะไปเป็นหมอฟัน วกกลับมาเป็นเชฟออกแบบสูตรอาหาร มั่วชิบหายเลยครับชีวิต 555

แต่ในที่สุด ผมก็ได้สินค้าแบบใหม่ (ตอนที่ผมทำมันใหม่จริงๆนะครับ แม้จะมีแบรนด์อื่นที่ดังกว่าผมเป็น 100 เท่า แต่ผมกล้าพูดได้เลยว่าผมทำเป็นคนแรก) ที่เอาอาหารไทยอันโด่งดังอย่าง “ส้มตำ” “ต้มยำกุ้ง” “ต้มข่าไก่” เหล่านี้มาอบแห้งด้วยกระบวนการฟรีซดราย (Freeze Dry) ซึ่งทำให้สามารถเก็บใส่ถาด ลงกล่องสวยงาม ผู้บริโภคสามารถนำถาดออกมาเติมน้ำแล้วทานได้เลยคล้ายๆบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ซึ่งบอกตรงๆเลยว่า มันไม่ได้อร่อยซักเท่าไหร่ครับ มันแค่ “พอกินได้” และมีความ “ว้าว” เพราะมันแปลกแค่นั้นเอง แต่ก็นะ… ตอนนั้นคิดแค่ว่าต้องทำธุรกิจ ยังไงก็จะขายอ่ะ 555)

ขอแวะตรงนี้เพื่อแชร์อะไรซักนิดนะครับ

การเริ่มธุรกิจโดย “หาสินค้าที่น่าสนใจมาขาย” เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ทำ และพอถึงเวลาที่ต้องทำการตลาดเพื่อขายก็มักจะ… ขายไม่ได้ครับ

สาเหตุเพราะเรา Inside Out หรือเราคิดเอาเองว่า “ไอ้นี่มันน่าจะขายได้” ซึ่งเอาเข้าจริง มันอาจไม่ได้เป็นแบบที่เราคิดครับ ในกรณีของผม มันทำให้ชีวิตของผมย่ำแย่หนักลงไปกว่าเดิมซะอีก

การตลาดคือการตกแต่งภายนอกบ้านเพื่อดึงดูดให้คนเข้ามา ซึ่งภายนอกจะดีได้ โครงสร้างภายในมันก็ต้องเหมาะสมด้วย

ดังนั้น วิธีเริ่มธุรกิจที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้การตลาดเป็นเรื่องง่ายและทำผลลัพธ์ได้สบายๆ คือ Outside In หรือการไป Research ความต้องการของตลาดเสียก่อน แล้วค่อยสร้างสินค้า บริการ หรือสร้างธุรกิจมาจาก “สิ่งที่คนกำลังต้องการอยู่แล้ว” และทำการตลาดในมุมที่คนกำลังโหยหาพอดิบพอดี

นี่คือหัวใจสำคัญเรื่องนึงของ Direct Response Marketing ที่ผมเพิ่งได้มารู้ภายหลัง

อย่าทำผิดพลาดเหมือนธุรกิจแรกของผมนะครับ แต่ก็… ไปดูกันต่อครับว่า การหลับตาเดินเข้าสู่ดงกับระเบิดนี้จะพาผมไปถึงได้ถึงไหน

หลังจากได้สินค้าแล้วทำไงดีครับ? คนไม่เคยทำธุรกิจ จะไปส่งออกได้ยังไงฟระ!?

พอสำเหนียกตัวได้ดังนั้น ผมก็เลยมองหาพาร์ทเนอร์ครับ ก็ปรากฎว่าพี่ชายมีคอนเนคชั่นไปรู้จักกับนักธุรกิจการเงินใหญ่ท่านหนึ่งที่ “ดูเหมือนจะ” ช่วยเราส่งออกสินค้าได้ พอเป็นแบบนี้เราก็จะตั้งหน้าตั้งตาผลิตสินค้าให้ได้ แล้วก็ให้พาร์ทเนอร์ช่วยขายให้ “ทำไมการทำธุรกิจมันถึงง่ายแบบนี้นะ!”

เมื่อทุกอย่างดูเข้าทาง ผมก็เลยกล้า (แบบผิดๆ) ที่จะลุยเต็มตัวครับ ผมหาเงินเข้ามาละเลงกับการเช่าโรงงานผลิต ขอมาตรฐาน อย. ให้เรียบร้อย แถมยังจะเลยเถิดไปเริ่มต้นขอ GMP กับ HACCP ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสูงอีกต่างหาก “ก็มีตลาดแล้วนี่ จะกลัวอะไร ผลิตให้ดีที่สุดไปเลยสิ เดี๋ยวจะได้ขยายตลาดไปได้ไกลๆ”

ด้วยความอยากรวยเร็วของผม ทุกการคิดและการตัดสินใจมันช่างไร้เดียวสามากเลยว่าไหมครับ?

พอนานวันเข้า การขายกลับดูจะเดินไปไม่ถึงไหนเลยครับ เงินที่เอามาลงทุน (ซึ่งก็กู้มานั่นแหละ) ก็เริ่มจะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ใจผมเริ่มกลัวมากขึ้นว่าจะ “โดนเท” หรือเปล่าเนี่ย ฟากพาร์ทเนอร์เขาไม่ได้มีต้นทุนต้องแบกเหมือนเรานี่ ไอ้เรามีทั้งค่าเช่าโรงงาน ค่าจ้างพนักงานผลิต ขายของก็ยังไม่ได้ซักชิ้น

“นี่มันคือธุรกิจยังไงวะเนี่ย?!”

ช่วงนั้นที่บ้านของผมมีบรรยากาศ “มาคุ” อบอวลอยู่ตลอดเวลาครับ พอเข้าใกล้วันที่ต้องจ่ายเงินออก ทุกคนก็จะหันหน้าโทษกันไปมาว่า “นี่เป็นความผิดของใคร!?”

ผมเองก็ไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองผิดเหมือนกัน แต่ลึกๆผมรู้ดีว่าจากที่จะได้กลายเป็นฮีโร่ ผมคือผู้ร้ายที่ทำให้ครอบครัวชิบหายกว่าเดิม…

ไม่นานผมก็รู้แน่ชัดแล้วว่าพาร์ทเนอร์ไม่ได้คิดจะช่วยอะไรเราครับ นักธุรกิจใหญ่ส่วนมากจะโฟกัสที่ธุรกิจของตัวเองและมองหาโอกาสรอบตัวไปเรื่อยๆ ธุรกิจของผมก็เป็นแค่โอกาสอันแปลกใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับเขา แต่เมื่อมันไม่ได้มีตัวเลขอะไรมารองรับ มันก็ยังไม่ใช่ธุรกิจ และไม่มีความจำเป็นอะไรที่เขาจะต้องเอาทรัพยากรณ์ทั้งเงินและเวลามาสิ้นเปลืองกับเรา

ผมเริ่มตาสว่างครับว่า “ธุรกิจของเรา เราต่างหากที่ต้องช่วยตัวเอง” และด้วยความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ…

มันก็ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องเริ่มเป็น “นักขาย” ซะเอง

สารภาพว่า ณ จุดนั้น ผมไม่เคยขายของมาก่อนเลยครับ ผมเป็นคนประเภท “ทำงานอะไรก็ได้ แต่ขอไม่ขายนะ” ซึ่งเป็น Mindset ที่ติดมาจากการโดนเพื่อนหลอกไปฟังสัมมนาขายตรงหลายครั้งตอนเรียนมหาวิทยาลัย พอต้องมาขายสินค้าของตัวเอง ผมก็เลยต้องเริ่มต้นด้วยการคลำทางมั่วไปเรื่อยๆ

ในเมื่อเป้าหมายของผมคือการส่งออก แต่ไม่รู้ต้องทำยังไง แถมสินค้ายังเป็นอาหารไทยแปรรูปที่ไม่น่าจะลืมตาอ้าปากในตลาดคนไทยได้เลย ผมเลยคิดจะเอาสินค้าไปฝากขายตาม “ร้านของฝาก” ครับ

ก็… ทำใจสู้ เชิดหน้าชูอก เดินดุ่ยๆเข้าไปตามร้านที่เข้าข่ายเลยครับ เดินเข้าไปคุยกับคนไม่รู้จักตรงๆตั้งแต่ยังไม่รู้จักคำว่า Cold Call เลย (แหม! ถ้าผมใจกล้าหน้ามั่นขนาดนี้มาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย ผมอาจจะได้ควงสาวๆไม่ซ้ำหน้าเลยก็ได้นะ เอ้อ!!)

ในที่สุด ผมก็เข็นสินค้าไปวางขายในร้านของฝากได้หลายร้านเลยครับ (ขอไม่เอ่ยชื่อแล้วกันนะครับ กลัวร้านเขาเสียหน้า 555) ทั้งที่ Asiatique เยาวราช และซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง

ผลลัพธ์เป็นยังไงหรอครับ?

สินค้าที่ผมเอาไปขาย ทำยอดขายได้เดือนละ… หลักร้อย! บางทีดีหน่อยก็ไม่กี่พันบาท แต่ผมต้องทำเอกสารไปวางบิล และรออีกเป็นเดือนกว่าจะทำเอกสารไปเก็บเงินได้…

ชีวิตนักขายของผม เริ่มต้นด้วยยอดขายที่ผมแทบไม่อยากจะไปเก็บตังค์เลย เพราะแค่ค่ารถก็ไม่คุ้มแล้ว!

แต่ผมก็ยังไม่ยอมแพ้ครับ ขี้หมูขี้หมา นี่ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้หลักการขายเยอะมาก เริ่มตั้งแต่รูปแบบฝากขาย (Consignment) โดยที่เราเป็น Supplier หรือ Vendor คือไปขอให้ร้านค้าช่วยขายของให้ ซึ่งไม่ค่อยมีใครจะตกลงเท่าไหร่และเอาจริงๆมันก็ขายแทบไม่ได้เลย ไปจนถึงรูปแบบการขายแบบออกบูธ (Exhibition) ที่มีคนสนใจสินค้าแปลกๆของเราเยอะมาก แต่ยอดขายก็ยังคงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไม่คุ้มแม้แต่ค่าเช่าบูธเลยซักนิด

ผมพยายามดึงเงินที่สามารถหมุนได้ (ซึ่งก็ยังคงเป็นเงินกู้อีกน่ะแหละ) เอามาจ่ายค่าออกบูธงานแล้วงานเล่า คือ ทำทุกวิถีทางให้สินค้าออกสู่ตลาดให้ได้

พอทำต่อไปเรื่อยๆแบบไม่ยอมแพ้ สินค้าของผมก็เริ่มมีช่องทางจำหน่ายครับ

สินค้าของเราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และเราก็เริ่มมี Distributor เข้ามาติดต่อ ลงเอยที่ว่าเราได้ไปขายในห้าง Gourmet Market หลายสิบสาขา รวมถึงได้ไปวางขายให้ชาวต่างชาติเห็นใน King Power อีกหลายสาขาเลยทีเดียว

ผมจะแอบบอกความลับให้ครับว่า ซุปเปอร์มาร์เก็ตเนี่ยนะครับ ถ้าจะเอาสินค้าไปวางขาย ก่อนอื่นก็จะมีค่าเปิด SKU ครับ สินค้าหนึ่งรายการจะเสียอยู่ที่ 70,000 บาท (ตอนนี้อาจจะแพงขึ้นแล้วก็ได้ครับ) จากนั้นเขาจะเก็บ GP (Gross Profit) เป็นการหักเปอร์เซ็นจากสินค้าของเราในฐานะที่เขาขายสินค้าให้ ซึ่งสูงถึง 30% ในกรณีของผมที่มี Distributor เป็นผู้นำเข้าไปขายในซุปเปอร์ฯให้อีกต่อ ผมโดนเก็บ GP 50% ครับ ขายของ 100 บาท ได้เงิน 50 บาท และมีเครดิตยาว 60 วัน (ยังดีที่เป็นการซื้อขาด) ส่วน Duty Free ดีหน่อยนะ ไม่มีค่าเปิด SKU แต่เป็นรูปแบบการฝากขาย มีเครดิต 45 วัน ขายได้ก็มาเก็บเงิน ขายไม่ออกก็มาเก็บของคืนไป ของเสียหายก็มาเอากลับคืนไปด้วย

ประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้ผมขยาดการขายสินค้าผ่าน Retailer ไปเลยครับ 555 แต่ในตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าการทำธุรกิจมันมีทางเลือกอะไรอีกบ้าง ก็ทำได้แค่อดทนทำไปเรื่อยๆ

ในขณะเดียวกัน ด้วยรายได้มันน้อยซะยิ่งกว่าน้อยบวกกับครอบครัวเป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยต้องจ่ายทุกเดือน นอกจากธุรกิจอาหารแล้ว ผมก็ยังต้องหารายได้เสริมอื่นด้วยครับ

ผมเป็นทั้งครูสอนภาษาอังกฤษ ทั้งรับจ้างเขียนคอนเทนต์ ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะหาเงินทางไหนได้อีก และก็คิดทั้งวันทั้งคืนว่าจะทำยังไงให้ขายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น

ยุคนั้นเป็นยุคที่คนเริ่มยิงแอดและหันมาขายของออนไลน์กันบน Facebook แล้วครับ ผมจึงเริ่มเห็นช่องทางใหม่ครับ…

“ที่จริงเราขายสินค้าเองก็ได้นี่หว่า ก็ขายออนไลน์ไงล่ะ”

แต่ก็อย่างที่คุณทราบครับ การขายออนไลน์ไม่ใช่เรื่องง่าย มันไม่ได้ง่ายมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ทุกวันนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ผมจึงต้องศึกษา ศึกษา และก็ศึกษา จนในที่สุด

ชีวิตผมก็ได้เจอจุดเปลี่ยน

ตลอดช่วงเวลาที่ผมต้องล้มลุกคลุกคลาน ผมหลับหูหลับตาเชื่ออยู่ตลอดว่า…

“ความรู้เท่านั้นแหละ ที่จะช่วยให้ผมหลุดพ้นจากสภาพเฮงซวยของชีวิตไปได้”

เชื่อไหมครับ? ว่าถึงแม้ผมจะประหยัดสุดๆเพราะไม่มีตังค์ใช้แค่ไหน ผมจะเอาเงินที่พอมีอยู่ไปซื้อหนังสือ และไปลงคอร์สเรียนใหม่เสมอ บางวันคือต้องแคะกระปุกเอาเหรียญไปซื้อข้าวกินอ่ะ แต่บัตรเครดิตนี้รูดซื้อคอร์สรัวๆ 555 คือถึงขนาดที่ผมเป็นหนี้บัตรเครดิตเต็มวงเงินที่หลักแสนเลยครับ และเงินอันน้อยนิดทุกเดือนก็เพียงพอแค่เอามา “จ่ายขั้นต่ำ” แล้วก็หมดตูด จนต้องใช้เงินด้วยการรูดบัตรเครดิตไปจนเต็มวงอีกรอบ อยู่ในวงจรอุบาทแบบนี้อยู่ร่วมปีเลยล่ะครับ!

แต่พอเปิดโลกแห่งความรู้ให้กว้างขึ้น… ผมก็ได้เจอ “ทักษะที่เปลี่ยนชีวิต”

ทักษะเหล่านั้นคืออะไร และมันจะนำผมไปสู่ Modern Direct Response Marketing ได้ยังไง ก่อนที่ผมจะเล่าให้ฟัง มีคำถามนึงที่คุณต้องถามตัวเองและตอบให้แน่ชัด…

“ความรู้มีค่ากับคุณมากแค่ไหนครับ?”

มีนักธุรกิจออนไลน์ชื่อดังมากมายที่ประสบความสำเร็จด้วย Direct Response Marketing จนทำให้ผมเชื่อเครื่องมือชิ้นนี้อย่างหมดใจ ว่ามันจะค่อยๆพาธุรกิจของผมเติบโตขึ้นได้อย่างที่ต้องการแน่นอน แต่แปลกใจไหมครับ? ว่าทำไมที่ประเทศไทยไม่ค่อยมีใครพูดถึงวิธีทำการตลาดแบบนี้…

สาเหตุเป็นเพราะ มันต้องใช้ทักษะหลายต่อหลายอย่างประกอบร่างเข้าด้วยกัน และแต่ละทักษะก็ใช้เวลาในการเรียนรู้ไม่น้อย

พวกนักธุรกิจออนไลน์เทพๆในต่างประเทศที่ผมติดตามอยู่ หลายคนศึกษากันเป็นครึ่งค่อนชีวิต และทุกคนที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ยังคงพัฒนาตัวเองขึ้นอีกทุกวัน

ผมก็ได้เรียนรู้ทักษะสำหรับ Direct Response Marketing ต่อมาจากพวกเขา นำมาปรับใช้จนเป็นสูตรสำหรับของตัวเองก่อนจะเรียกมันว่า Modern Direct Response Marketing…

และผมก็เอามาแชร์ต่อเป็นคอร์สเรียนออนไลน์ให้คนที่อยากทำ Modern Direct Response Marketing ได้เรียนรู้ อยู่ที่ Income in Click Thailand แห่งนี้

ผมยินดีเสียเงินเรียนรู้ เพราะสำหรับผม ความรู้คือสิ่งที่มี่มูลค่าสูงสุด

แล้วคุณล่ะครับ? ยินดีเสียเงินเพื่อให้ได้ความรู้ต่อไปจากผมไหม?

ถ้าคำตอบคือ YES! ไม่ต้องกังวลครับ ผมยังไม่รีบขายอะไรคุณตอนนี้หรอก… (แต่เดี๋ยวมีขายแน่นอน ไม่ต้องห่วงนะครับ)

ไปดูกันต่อครับ ว่าผมเรียนอะไรมาบ้าง และจุดเปลี่ยนของชีวิตผมเกิดขึ้นได้ยังไง

คลิกที่นี่ ได้เลยคร้าบ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น จำเป็นต้องกรอกช่องที่มีเครื่องหมาย *

Follow Income in click Thailand

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายบน Social Media

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ ที่มีอยู่บน Social Media เพื่อให้ผมสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหาให้ตรงกับความเหมาะสม และความสนใจของคุณได้ครับ หากคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ ผมจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหา และโฆษณาได้ตรงตามความสนใจไปให้กับคุณบน Social Media ช่องทางต่างๆได้

บันทึกการตั้งค่า