ยิงแอดขายดีมาตลอด อยู่ๆก็เงียบซะงั้น แก้ไขยังไงดี?

โฆษณาก็ตัวเดิม กลุ่มเป้าหมายก็เหมือนเดิม ทำไปแอดที่เคยวิ่งอยู่ดีๆ จู่ๆก็ขายไม่ได้ซะอย่างงั้น เคยประสบปัญหานี้ไหมครับ? ถ้าเคยล่ะก็ บทความนี้จะพาไปค้นหาทางแก้กันครับ

แชร์บทความนี้

Share on facebook
Share on linkedin
Share on twitter
Share on email

เคยขายดิบขายดีมาก่อน อยู่ๆก็ขายไม่ได้ซะงั้น ทั้งๆที่คอนเท้นตัวเดิม กลุ่มเป้าหมายเดิม เกิดอะไรขึ้น

ทุกคนที่ยิง Facebook Ads ต้องเคยเจอปัญหานี้อย่างแน่นอน
 
ผมเองก็เช่นกัน
 
ทีนี้ ถ้าถามว่า สาเหตุเป็นเพราะอะไร คงไม่สามารถตอบแบบฟันธงเจาะจงลงไปได้ครับ
 
เศรษฐกิจแย่ลง กลุ่มเป้าหมายใช้เงินน้อยลง คนเข้ามายิง Ads แข่งกันมากขึ้น คู่แข่งเพิ่มงบค่าโฆษณา มาแย่งพื้นที่เรา สินค้าไม่เกิดการซื้อซ้ำ การเมืองร้อนแรง คนสนใจฟีดข่าว ฯลฯ
 
นานาปัญหา สุดจะบรรยาย
 
แต่สังเกตไหมครับว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยภายนอก ซึ่งเราไม่สามารถไปแตะต้องอะไรมันได้
 
แล้วยังไงดี? ยอมรับชะตากรรมหรอ?
 
อย่ากระนั้นเลย ลองดูซิว่า เราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อปรับแอดให้ดีขึ้น
 
โพสต์นี้มีกระบวนการคิด และการทดสอบแอดรวมถึงการวัดผลระยะสั้น มาฝากกันครับ
 
เมื่อไหร่ที่แอดวิ่งไม่ดี (หมายถึงขายได้ไม่ดี) นี่คือเรื่องที่เราควรย้อนไปดู และไปลองสร้างแอดมาทดสอบ
 
มีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลยครับ

1. แคมเปญที่ใช้ยิง Ads อยู่ ดีแล้วหรือ?

ผมจะไม่สาธยายรายละเอียดของแต่ละแคมเปญให้ฟังนะครับ แต่เวลายิงแอดไม่ดี สิ่งแรกที่ควรนึกถึงเลยก็คือ

“หรือว่า เราควรลองใช้แคมเปญแบบอื่นบ้าง?”

ถ้าใครยังยิงแอดได้แบบพื้นฐาน ก็น่าจะมีตัวเลือกไม่มาก

➡ Engagement (การมีส่วนร่วม)
➡ Messages (การส่งข้อความ)
➡ Video View (การดูวิดีโอ)

ส่วนใครที่ Advance แล้ว ก็จะมีตัวเลือกมากขึ้น

➡ Conversion
➡ Traffic

ยิ่งมีตัวเลือกมากยิ่งดีครับ

สิ่งที่ควรทำคือ ลองทดสอบแคมเปญแบบอื่นดูบ้าง แล้วเทียบผลลัพธ์กัน

ยกตัวอย่างนะครับ

ทราบไหมว่า แคมเปญที่นักยิงแอดในประเทศไทยใช้กันน้อยที่สุดคือ Traffic ครับ (Credit: เจ้าหน้าที่การตลาด Facebook Marketing Expert)

คนใช้น้อยแล้วยังไง?

ถ้าคุณใช้แคมเปญนี้ คุณจะเห็นว่า Reach ที่ได้มันเยอะมากๆ

หรือพูดอีกอย่างคือ โฆษณาเข้าถึงคนเยอะมาก

เท่าที่ผมเคยลอง คือ เยอะกว่าแคมเปญ Reach ด้วยซ้ำ 55555

แต่ทั้งนี่ทั้งนั้น ไม่ได้แปลว่าจะขายดีกว่าแคมเปญอื่นนะครับ

แต่ด้วยคุณสมบัติแบบนี้ มันก็น่าลองใช่ไหมล่า

สรุป ก่อนอื่นเลยนะครับ ลองไปใช่แคมเปญอื่นๆดูบ้าง แล้วเทียบผลลัพธ์กัน

แคมเปญขข้อความที่คุณยิงอยู่ อาจจะไม่ได้ขายดีที่สุดก็ได้น้า

2. กลุ่มเป้าหมายที่ใช้อยู่ แม่นจริงหรือเปล่า?

เอ้า ก็ก่อนหน้า ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มันก็ต้องแม่นสิ?

ใจเย็นๆครับ อย่าลืมว่า Facebook ทำงานบนพื้นฐานของข้อมูล

ทุกวันที่คนเล่น Facebook ล็อกอินเข้าไปใช้งาน มีการโพสต์ มีการอ่านคอนเท้น มีการกดไลค์ กดแชร์ ฯลฯ

ข้อมูลจะถูกเก็บเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความเปลีย่นแปลงจึงเกิดขึ้นตลอดเวลา

ที่สำคัญ อย่าลืมว่า Facebook Ads นั้น เรากำลังโฆษณาไปหา “คน” ครับ

คน เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งความแน่นอน ยกตัวอย่างง่ายๆ คนที่เห็นแอดวันนี้ กับพรุ่งนี้ ก็มรีโอกาสซื้อสินค้าไม่เท่ากัน (ปัจจัยการตัดสินใจมันเยอะมากครับ โกรธ เหงา เศร้า หิว ฯลฯ)

ดังนั้น อย่าได้คาดหวังเด็ดขาดว่า เมื่อก่อนเคยดี เดี๋ยวนี้ก็ต้องดีสิ

ตรงกันข้ามครับ เราควรเริ่มคิดว่า…

“หรือ กลุ่มเป้าหมายที่เคยใช้ มันไม่ดีแล้ววะ?”

คิดได้ดังนี้ ก็ลงมือทดสอบเลยครับ

สร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆเพิ่ม มาลองยิงแอดเทียบกันดู

คุณอาจได้ไปเจอกลุ่มเป้าหมายแบบใหม่ที่ขายดีกว่าเดิมก็ได้น้า

สำหรับมือฉมังทั้งหลาย แอบกระซิบนิดนึงว่า

การปล่อยให้ Facebook ทำงานให้ และป้อนข้อมูลให้มันเรียนรู้เยอะๆ กลายเป็นวิธีที่ดีที่สุดในปัจจุบันครับ

ดังนั้น เวลาเปลี่ยนกล่มเป้าหมายใหม่ ก็ไม่ต้องไปคิดหาความสนใจใหม่ๆ หรือข้อมูลประชากรศาสตร์ใหม่ๆให้ยุ่งยาก

จับเอาข้อมูลที่เรามี มาทำ Lookalike หลายๆแบบซะก็พอ

แค่นี้ก็มีตัดเลือกให้ทดสอบกันไปหวาดไม่ไหวแล้วล่ะครับ

3. กลุ่มเป้าหมายแคบเกินไปหรือไม่?

ถ้าคุณใช้แอดตัวเดิมเป็นเวลานาน อย่าลืมเช็ค Reach ด้วยนะครับ ทั้ง Paid และ Organic เลย

คือ โฆษณาตัวที่ใช้อยู่ อาจจะเข้าถึงคนหลักล้านแล้วก็เป็นได้

หากเป็นแบบนั้น และยอดขายก็เริ่มตกลง อีกหนึ่งเรื่องที่ควรคำนึงถึงและนำมาทดสอบ คือ ขนาดของกลุ่มเป้าหมายครับ

ยกตัวอย่างนะครับ

โฆษณาชิ้นนึงของผม มี Organic และ Paid Reach ประมาณ 1 ล้าน

ในกรณีนี้ การทำ Lookalike 1% มักจะไม่ค่อยได้ผลอีกต่อไป

เพราะ Lookalike 1% มันจะให้กลุ่มเป้าหมายแค่ 6 แสน

นั่นหมายถึง มีโอกาสที่กลุ่มเป้าหมายทุกคน จะเคยเห็นแอดของผมหมดแล้ว

ยิงโฆษณาไป ก็เหมือนถมงบให้แอดวิ่งวนอยู่ในอ่าง

วิธีการก็คือ ลองเพิ่มขนาดกลุ่มเป้าหมายดูบ้างครับ

อาจจะเพิ่ม Lookalike ให้เป็น 2% (1.2 ล้าน) 3% (1.8 ล้าน) 5% (3 ล้าน) หรือ 10% (6 ล้าน) ก็ได้

ที่สำคัญ อย่าลืม 1% ด้วยนะครับ ทดสอบร่วมเป็น เพื่อให้ได้รู้ว่า การเพิ่มขนาดกลุ่มเป้าหมาย มันดีขึ้นจริงหรือเปล่า

หลักการเบื้องหลักของการเพิ่มกลุ่มเป้าหมาย นอกเหนือการเข้าถึงคนใหม่ๆแล้ว ก็คือการที่เราป้อนข้อมูลให้ Facebook มากขึ้น

ยิ่งเขามีข้อมูลมาก เขาก็ยิ่งประมวลผลได้มากขึ้นครับ

และมันอาจจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีขึ้นก็ได้น้า

ปล. ลองยิงแอดด้วยกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้นเยอะๆดูบ้างครับ คุณจะเห็นว่า Reach มันจะยิ่งสูงกว่ากลุ่มเป้าหมายแคบๆจ้า 

4. Retargeting นานเกินไปไหม?

ถ้าใครมีการสร้างแคมเปญ Retargeting ไว้ แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่ คำถามนึงที่ควรเกิดขึ้นในหัวก็คือ…

หรือว่า เราจะ Retargeting นานเกินไป?

คำถามนี้มาจากสมมติฐานที่ว่า กลุ่มเป้าหมายที่เห็นแอดของเรา (หรืออาจจะมีส่วนร่วมด้วย) จริงๆเขาไม่ได้จะซื้อสินค้าเราหรอก เช่น เขาอาจจะเป็นคู่แข่งที่แอบมาส่งแอดเราก็ได้

กลุ่มเป้าหมายแบบนี้ ยิงให้ตายก็ไม่ซื้อ

หากแคมเปญ Retargeting ของเรา ยิงหาเขานานเกินไป ก็มีแต่เสียเงินฟรี

ที่สำคัญ ยิ่ง Retargeting นาน กลุ่มเป้าหมายก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น หากยังใช้งบเท่าเดิม โฆษณาก็จะแสดงให้กลุ่มเป้าหมายใหม่ๆเห็นได้น้อยครั้งลง (Frequency ลดลง)

ดังนั้น ลงลดกรอบเวลาการ Retargeting ดูไหมครับ?

อันนี้ขึ้นอยู่กับสมมติฐานของแต่ละคน และลักษณะสินค้าที่แตกต่างกัน

เช่น บางคนอาจจมองว่า “ถ้าเขาไม่ซื้อสินค้าเราภายใน 7 วัน เขาคงไม่ซื้อแล้วแหละ” บางคนก็อาจจะมองเป็น 10 วัน 15 วัน ต่างกันไป

เมื่อลดกรอบเวลาลง กลุ่มเป้าหมายก็จะเล็กลง Impression หรือการแสดงโฆษณาก็จะมากขึ้น และที่สำคัญ งบที่ใช้ก็ไม่ต้องใช้มากเท่าเดิมด้วยครับ

วัดผลให้ชัดเจน

ทีนี้ อุตส่าห์ทดสอบมาตั้งมากมาย ถ้าไม่วัดผล ทุกอย่างคงไร้ประโยชน์

แต่…

ปัญหาแอดไปดีที่เกิดขึ้น ทำให้เราเองก็ไม่ได้มีเงินถุงเงินถังไปถลุงให้กับโฆษณาได้มากมาย ชนิดที่ว่า Test กันยาวๆเป็นสัปดาห์ได้

ทำยังไงดี?

งั้น เราลองมาวัดผลระยะสั้นกันดูไหมครับ?

การวัดผลระยะสั้น ช่วยให้เราเห็นคร่าวๆ ได้อย่างรวดเร็ว ว่าแอดตัวไหนมีแนวโน้มควรไปต่อ และแอดตัวไหนปิดไปเสียดีกว่า

แทนที่จะเอาเงินไปกระจายหลายแคมเปญ ก็จะไปมาทุ่มกับตัวที่มันมีโอกาสเติบโตไปซะเลย

กระบวนการวัดผล ตวามจริงแล้วเป็นเรื่องที่เป็น “ศิลปะ” สูงมากเลยครับ

คือ ตัวเลขเดียวกัน แต่ แต่ละคนอาจมองไม่เหมือนกัน วิเคราะห์ไม่เหมือนกัน

ผมคงไม่ฟันธงว่า ต้องวิเคราะห์ยังไงถึงจะดีที่สุด

แต่เอาเป็นว่า ถ้าใครยังไม่มี Protocal ในการวัดผลในใจ จะลองทำตามนี้ดูก็ยินดีครับ

1) วัดผลจากยอดขาย >>> นี่คือวิธีที่ง่าย และดีที่สุด

ถ้ามีแคมเปญไหนขายได้ ในขณะที่แคมเปญอื่นเงียบ ไม่ต้องคิดมากครับ แคมเปญนั้นแหละครับ ที่ควรจะได้ไปต่อ

แต่ว่า… เมื่อเราวัดผลระยะสั้น เราอาจจะยังไม่เห็นยอดขายเลยซักแคมเปญ แบบนี้ทำยังไงดี

ไปดูตัวต่อไปครับ

2) Pixel Funnel

Pixel Funnel อธิบายคร่าวๆ คือการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไปในหน้าเว็บของเราครับ

หากเราใช้งาน Pixel Funnel เป็น เราจะมีตัวเลขที่บอกได้ละเอียดเลยว่า กลุ่มเป้าหมายอ่านคอนเท้นของเราถึงตรงไหน ยังไง กี่คน

เช่น

แคมเปญที่ 1 มีคนอ่านคอนเท้นจบ 10 คน
แคมเปญที่ 2 มีคนอ่านคอนเท้นจบ 20 คน

ตัวเลขนี้จึงเป็นตัวเลขที่บอกได้แม่นทีเดียวครับ ว่าแคมเปญไหนที่เราควรให้ไปต่อ

3) Engagement

ส่วนมากแล้ว ตัวเลข Engagement ทั่วๆไปบอกอะไรไม่ค่อยได้เท่าไหร่ครับ

แต่ตัวที่พอจะเอามาประเมินได้มีอยู่ 2 ตัว คือ ค่า Saved กับ Share

ตัว Saved หมายถึง มีคนบันทึกแอดของเรากี่คน (ส่วน Share ไม่อธิบายนะครับ)

แอดไหนให้ค่าทั้งสองนี้เยอะหน่อย ก็น่าจะเป็นแอดที่ดีกว่าตัวอื่น และควรพิจารณาให้ไปต่อครับ

4) Video View

อันนี้ง่ายๆครับ ดูว่าแอดไหนดีที่คนดูวิดีโอเยอะๆ นานกว่า

เยอะๆก็แบบ 75% ขึ้นไปอ่ะครับ

แอดนั้นแหละครับ ดีกว่า

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า บางครั้ง การวัดผลทั้ง 3 ข้อที่ผ่านมา อาจทำให้เรางง (ข้อ 1 ไม่นับนะครับ ถ้าแอดไหนขายดี ไม่ต้องคิดมากครับ Ads นั้นแหละดี)

เช่น

Pixel Funnel ของ แอด 1 ดี แต่ Engagement ของ แอด 2 ดี
Engagement ของ แอด 1 ดี แต่ Video View ของ แอด 2 ดี

แบบนี้แหละครับ ที่ต้องอาศัยศิลปะในการตัดสินใจ ผมไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้นะครับ ว่าควรเลือก Ads ไหน

หรืออาจจะให้เวลามันวิ่งอีกซักหน่อย ค่อยตัดสินใจก็ได้ครับ

ทั้งหมดทั้งมวล จะเห็นว่าการยิง Ads สมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

เราไม่สามารถสร้างโฆษณามาชิ้นหนึ่ง ยิงออกไป แล้วหวังว่ามันจะขายได้

มันต้องผ่านการคิด ซับซ้อนแบบนี้แหละครับ

แต่ทั้งนี้ Facebook ก็ยังถือเป็นโลกที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย

และกลุ่มเป้าหมายของคุณก็อยู่ในนี้แน่นอน

หากเราไม่ยอมแพ้ คิดเยอะๆ ทำการบ้านหนักๆ เราจะเข้าถึงพวกเขาได้แน่นอนครับ

สู้ๆนะคร้าบ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

บทความล่าสุด

Article

Story Telling การตลาดหนึ่งเดียวที่อยู่ยงคงกระพัน

เบื่อหน่ายกับการต้องคอยไล่ตามเทรนด์ หรือเครื่องมือการตลาดใหม่ๆบ้างไหมครับ? ในบทความนี้จะพาไปพูดคุยเกี่ยวกับการตลาดแนวหนึ่งที่ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน แต่การตลาดแบบนี้จะยังคงสร้างผลลัพธ์ได้เสมอ มันคือ Story Telling นั่นเอง!

Article

การตลาดที่ดี ต้องขัดใจใครซักคน

ถ้าการตลาดและการโฆษณาของคุณยังไม่ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ บางทีคุณอาจจะพยายามเอาใจทุกคนมากเกินไปครับ ในบทความนี้จะพาไปพูดคุยกันว่า ทำไมการตลาดที่ดี ถึงต้องมีคนบางกลุ่มไม่พอใจ

Follow Income in click Thailand

Scroll to Top

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ได้ มิฉะนั้นคุณจะไม่สามารถใช้งานเว็บไซต์นี้ได้อย่างเป็นปกติ

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายบน Facebook

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ ที่มีอยู่บน Facebook เพื่อให้ผมสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหาให้ตรงกับความเหมาะสม และความสนใจของคุณได้ครับ หากคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ ผมจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหา และโฆษณาได้ตรงตามความสนใจไปให้กับคุณบน Facebook ได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายบน Line

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ ที่มีอยู่บน Line เพื่อให้ผมสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหาให้ตรงกับความเหมาะสม และความสนใจของคุณได้ครับ หากคุณไม่ยินยอมให้ใช้คุกกี้นี้ ผมจะไม่สามารถนำเสนอเนื้อหา และโฆษณาได้ตรงตามความสนใจไปให้กับคุณบน Line ได้

บันทึก